5.6 การจัดหาเงินทุนระยะยาว
แหล่งเงินทุน
คือ เงินลงทุนที่หามาเพื่อใช้สำหรับการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร
การจัดหารายได้ของธุรกิจจะมีมูลเหตุของเงินลงทุน 2 ลักษณะเป็นแหล่งเงินทุนที่ได้จากเจ้าของกิจการ ดังเช่นว่า
เจ้าของธุรกิจชนิดธุรกิจผู้เดียวเป็นแหล่งเงินทุนที่ได้จากหน่วยงาน
หรือสถาบันการเงินอื่นๆที่ให้บริการแก่ธุรกิจต่างๆดังเช่น แบงค์ไทยการค้าขาย (“แหล่งเงินทุน,” 2561)
เงินกู้ระยะยาวโดยความหมายแล้วคือ
เงินกู้ที่มีระยะเวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป
วัตถุประสงค์โดยส่วนใหญ่แล้ว เพื่อใช้ในการจัดหาสินทรัพย์ระยะยาว
หรือสินทรัพย์ถาวร เช่น อาคาร โรงงาน เครื่องจักร เป็นต้น
5.6.1 แหล่งเงินทุนภายในและแหล่งเงินทุนภายนอก
1. แหล่งเงินทุนภายในกิจการ
(Internal Sources) คือ
เงินทุนระยะยาวที่ได้รับจากผลการดำเนินงานในรอบระยะเวลาหนึ่ง
ซึ่งจะมีจำนวนเงินทุนระยะยาวมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความสามารถในการดำเนินงาน
แหล่งในทุนกิจการสามารถจัดหาได้จาก 3 แหล่ง คือ
1.1 กำไรสุทธิ (Net Income) เป็นแหล่งเงินทุนที่ธุรกิจได้จากผลการดำเนินงานซึ่งมีรายได้มากกว่าค่าใช้จ่ายในรอบระยะเวลาหนึ่ง
1.2 กำไรสะสม (Retained Earning) เป็นแหล่งเงินทุนที่ธุรกิจดำเนินงานและมีกำไรสุทธิเกิดขึ้นในแต่ละงวดบัญชี
ส่วนหนึ่งของกำไรสุทธินั้นต้องจัดสรรแบ่งคืนให้ผู้ถือหุ้นในรูปของเงินปันผล
ที่เหลือนอกนั้นจะอยู่ในบัญชีกำไรสะสมของกิจการเพื่อกิจการได้ใช้ในการลงทุนต่อหรือขยายงาน
1.3 ค่าเสื่อมราคา
(Depreciation) เป็นแหล่งเงินทุนระยะยาวของธุรกิจที่เกิดจากการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร
และตัดจำหน่ายเงินลงทุนในแต่ละงวด เพื่อให้สอดคล้องกับการใช้งานและรายได้ที่เกิดจากการใช้สินทรัพย์ถาวรนั้น
ๆ ค่าเสื่อมราคาถือเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้เป็นเงินสด และนำไปหักออกจากภาษีเงินได้
ถือเป็นแหล่งเงินทุนที่ไม่มีต้นทุนของเงินทุน
2. แหล่งเงินทุนภายนอกกิจการ (External Sources) คือ แหล่งเงินทุนที่ได้จากการก่อหนี้ระยะยาวหรือการออกหลักทรัพย์ระยะยาวจำหน่ายให้กับผู้ลงทุน
หรือผู้ที่สนใจโดยทั่วไปในตลาดทุน แหล่งเงินทุนภายนอกกิจการ สามารถจัดหาได้ 4 วิธี ดังนี้
2.1 เงินกู้ยืมระยะยาว (Long Term Debt)
เป็นการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงิน
เช่น ธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินเฉพาะกิจ
การกู้เงินระยะยาวมักจะออกมาในรูปของการกู้โดยมีโครงการลงทุนมาเสนอต่อธนาคารพาณิชย์ซึ่งในโครงการลงทุน
จะระบุรายละเอียดต่างๆ พร้อมกับจำนวนเงินที่ต้องการและระยะเวลาในการชำระหนี้
2.2 หุ้นสามัญ (Common Stock) การออกหุ้นสามัญเป็นการจัดหาเงินทุนระยะยาวที่สำคัญแบบไม่มีกำหนดระยะเวลาการชำระคืน
ผู้บริหารสามารถนำเงินทุนที่ได้นี้ไปใช้ในการดำเงินงานอย่างมีประสิทธิภาพ
และมีความคล่องตัวเพราะไม่ต้องรอระยะเวลาไถ่ถอน
นอกจากนั้นหุ้นสามัญยังถือเป็นหลักทรัพย์แสดงความเป็นเจ้าของธุรกิจอีกด้วย
หุ้นสามัญมีลักษณะสำคัญ 4 ประการ คือ
2.2.1 สิทธิการเรียกร้องในรายได้ของบริษัท
เพราะผู้ถือหุ้นมีฐานะเป็นเจ้าของบริษัทดังนั้นผู้ถือหุ้นสามัญมีสิทธิในการเรียกร้องในรายได้ของบริษัทต่อจากเจ้าหน้าหนี้และผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิรายได้ดังกล่าวจ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้นสามัญโดยตรงในรูปของเงินปันผลหรือกำไรสะสม
2.2.2 สิทธิการเรียกร้องในทรัพย์สิน
เมื่อมีการเลิกกิจการสิทธิของผู้ถือหุ้นสามัญจะเกิดขึ้นต่อจากเจ้าหนี้และผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิได้รับการชำระแล้ว
แต่ถ้าเกิดการล้มละลายของบริษัท ผู้ถือหุ้นสามัญจะไม่มีสิทธิในการเรียกร้องในทรัพย์สินของบริษัทแต่อย่างใด
2.2.3 สิทธิในการออกเสียง
ผู้ถือหุ้นสามัญมีสิทธิในการเลือกคณะกรรมการบริหารบริษัท
และยังมีสิทธิในการพิจารณาเปลี่ยนกฎ ระเบียบต่างๆ ของบริษัทอีกด้วย
2.2.4 จำกัดความรับผิดชอบ เมื่อเกิดการล้มละลายของบริษัท
ผู้ถือหุ้นสามัญจะรับผิดชอบเพียงเท่ากับเงินที่ลงทุนในบริษัทเท่านั้น
ที่มา : คาดหุ้นไทยวันนี้ทะยานแดนบวก
รับอานิสงส์ชัดเจนการเลือกตั้ง, 2561
2.3
หุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock) หุ้นบุริมสิทธิมีลักษณะกึ่งหนี้สินและกึ่งเจ้าของ
ลักษณะที่คล้ายหนี้สินคือ เงินปันผลของหุ้นบุริมสิทธิซึ่งจะเป็นอัตราที่ตายตัว
และถือเป็นค่าใช้จ่ายคงที่ของบริษัท
อย่างไรก็ตามในการจัดหาเงินทุนโดยการออกหุ้นบุริมสิทธิก็มีการกำหนดสิทธิของหุ้น -บุริมสิทธิเป็นพิเศษอีกดังนี้
2.3.1
สิทธิในการออกเสียง (Voting Right) โดยปกติแล้วผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิจะไม่มีสิทธิ์ในการออกเสียงเพื่อเลือกผู้บริหารของบริษัท
ทั้งนี้เพราะผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิมีสิทธิ์ในสินทรัพย์หรือรายได้ของธุรกิจก่อนผู้ถือหุ้นสามัญเว้นแต่ในกรณีที่บริษัทได้กระทำอย่างใดอย่างหนึ่งที่ถือเป็นการผิดสัญญาซึ่งมีผลกระทบต่อสินทรัพย์หรือรายได้ของผู้ถือหุ้น
2.3.2 สิทธิในการแปลงสภาพ (Convertibility)
เมื่อธุรกิจมีกำไรผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิจะได้รับผลตอบแทนในรูปของเงินปันผลในอัตราที่คงที่ตายตัว
เพื่อเป็นการดึงดูดความสนใจในการลงทุนของผู้ถือหุ้นประเภทที่จะสามารถได้รับผลตอบแทนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
จากธุรกิจที่ทำกำไรได้สูงขึ้นเรื่อยๆด้วย
ก็จะมีการกำหนดสิทธิในการแปลงสภาพเป็นหุ้นสามัญได้ ซึ่งเรียกหุ้นนี้ว่า
"หุ้นบุริมสิทธิชนิดแปลงสภาพ" (Convertible
Preferred Stock)
2.3.3 สิทธิในการเรียกหุ้นคืน (Call Provision)
ลักษณะเหมือนหุ้นกู้
คือ ธุรกิจอาจมีสิทธิเรียกคืนหุ้นได้โดยมีการกำหนดราคาเรียกหุ้นคืนไว้ซึ่งเป็นราคาที่สูงกว่าราคามูลค่าส่วนที่สูงกว่านี้คือ
เงินชดเชย (Premium)
2.3.4 สิทธิอื่นๆ (Others) สิทธิของหุ้นบุริมสิทธิอื่นๆ
เช่น อนุญาตในการออกเสียงในกรณีที่บริษัทไม่ยอมจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ
(“แหล่งเงินทุนระยะยาว,” 2560)
ที่มา : ภัทราธร ชูวิชิด, 2558
5.6.2 พันธบัตรและหุ้นกู้
พันธบัตร (Bond)
พันธบัตร คือ ตราสารทางการเงินรูปแบบหนึ่งที่ออกโดยรัฐบาล รัฐวิสาหกิจ
และ สถาบันการเงินที่มีกฎหมายจัดตั้งขึ้นมา
จุดประสงค์ในการออกพันธบัตรก็เพื่อระดมเงินทุนจากนักลงทุนสถาบันและประชาชน ทั่วไป
โดยถือว่าผู้ออกพันธบัตรนั้นมีฐานะเป็นลูกหนี้ที่จะต้องมีภาระในการจ่ายคืนหนี้ให้กับผู้ถือพันธบัตรซึ่งมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ของผู้ออกพันธบัตรต่อไปในอนาคต
โดยที่จำนวนเงินที่ต้องจ่ายคืน ระยะเวลา และ
อัตราผลตอบแทน ขึ้นกับสัญญาที่ได้กำหนดเอาไว้
ชนิดของพันธบัตร
1. พันธบัตรรัฐบาล (Government Bond) คือ ตราสารที่รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังเป็นผู้ออก ซึ่งสัญญาว่าจะจ่ายดอกเบี้ยพร้อมเงินต้นให้แก่ผู้ถือเมื่อครบกำหนดหรือจ่ายดอกเบี้ยเป็นงวดๆแล้วแต่จะตกลงกัน
รัฐบาลจะออกพันธบัตรรัฐบาลเพื่อกู้ยืมเงินจากประชาชนและ
ผู้ซื้อพันธบัตรจะมีฐานะเป็นเจ้าหนี้รัฐบาลตามกฎหมาย
การกู้เงินของรัฐบาล
โดยออกเป็นพันธบัตรนั้น ได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 วัตถุประสงค์ส่วนใหญ่ก็เพื่อทำนุบำรุงประเทศ ช่วยเหลือเงินคงคลัง
พันธบัตรรัฐบาลมีการออกจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ
สำหรับพันธบัตรรัฐบาลภายในประเทศเริ่มออกจำหน่ายครั้งแรก
เมื่อ พ.ศ. 2476 โดย กระทรวง -การคลังเป็นผู้ดำเนินการ
ต่อมาใน พ.ศ. 2483
กระทรวงการคลังได้มอบให้สำนักงานธนาคารชาติไทยทำหน้าที่จัดการเกี่ยวกับพันธบัตร
เมื่อได้จัดตั้งธนาคารแห่งประเทศไทยใน พ.ศ. 2485
จึงรับโอนกิจการพันธบัตรดังกล่าวมาดำเนินการต่อมาจนถึงปัจจุบัน
การออกจำหน่ายพันธบัตรแต่ละครั้งอาศัยพระราชบัญญัติจัดการกู้เงินที่ตราขึ้นใช้เป็นคราว
ๆไป จนกระทั่งใน พ.ศ. 2503 รัฐบาลได้ออกพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณฉบับที่ 2 พ.ศ. 2503
แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2502
ซึ่งมีหลักเกณฑ์การกู้เงินเพื่อชดเชยงบประมาณขาดดุลประจำปี
จึงไม่จำเป็นต้องออกพระราชบัญญัติให้อำนาจรัฐบาลกระทำการกู้เงินในประเทศต่างหากอีกชั้นหนึ่ง
ยกเว้น โครงการกู้เงินพิเศษซึ่งมีเงื่อนไขแตกต่างไป เช่น
พันธบัตรปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
ประเภทของพันธบัตรรัฐบาลไทยที่ออกจำหน่าย
นับตั้งแต่แรกออกพันธบัตรรัฐบาลจำหน่ายถึงปีงบประมาณพ.ศ. 2503
ได้มีการออกพันธบัตรหลายประเภทและเรียกชื่อพันธบัตรต่างๆ กัน
1. กรณีแบ่งตามลักษณะการถือไว้ครอบครอง
มี 3 ชนิด
1.1 พันธบัตรชนิดจ่ายเงินให้แก่ผู้ถือ
ใครเป็นผู้ถือพันธบัตรหรือบัตรดอกเบี้ยก็จะจ่ายเงินให้แก่ผู้นั้นพันธบัตรชนิดนี้จะมีบัตรดอกเบี้ยเป็นคูปองติดกับตัวพันธบัตรและโอนกรรมสิทธิ์กันได้โดยการส่งมอบ
1.2
พันธบัตรชนิดจดบัญชีเจ้าของกรรมสิทธิ์ไม่มีพันธบัตรไว้ครอบครอง
แต่จะฝากไว้กับนายทะเบียนซึ่งออกใบรับให้แก่ผู้ขอจดบัญชีมีการจ่ายดอกเบี้ยตามจดบัญชีแจ้งความจำนงไว้
คือ สั่งจ่ายเป็นเช็คหรือนำเข้าบัญชีเงินฝากที่ธนาคาร การโอนกรรมสิทธิ์ต้องทำเป็นหนังสือแจ้งต่อนายทะเบียน
1.3 พันธบัตรชนิดจดทะเบียน
เป็นพันธบัตรชนิดจ่ายเงินให้แก่ผู้มีชื่อในพันธบัตรโดยไม่มีบัตรดอกเบี้ยและต้องจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ไว้ที่นายทะเบียน
การโอนกรรมสิทธิ์ในพันธบัตรจะทำได้โดยการจดทะเบียน
และมีการจ่ายดอกเบี้ยตามที่ผู้ซื้อหรือผู้มีชื่อในพันธบัตรแจ้งความจำนงไว้
คือ สั่งจ่ายเป็นเช็คหรือนำเข้าบัญชีเงินฝากที่ธนาคาร อนึ่ง
ในปัจจุบันรัฐบาลออกจำหน่ายพันธบัตรชนิดที่ 2
และ 3 เป็นส่วนใหญ่
2. กรณีแบ่งพันธบัตรตามลักษณะรายได้
มี 2 ชนิด
2.1 พันธบัตรชนิดจ่ายดอกเบี้ยประจำ
เหมาะสำหรับผู้ซื้อที่ต้องการรายได้ประจำจากดอกเบี้ยพันธบัตรซึ่งจ่ายเป็นงวดประจำทุก
6 เดือน จนครบอายุของพันธบัตร
2.2 พันธบัตรชนิดดอกเบี้ยทบต้น
เหมาะแก่ผู้ลงทุนที่ไม่ต้องการดอกเบี้ยไว้ใช้จ่ายประจำงวดแต่ต้องการสะสมเงินให้เพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆเมื่อพันธบัตรครบกำหนดไถ่ถอนจะมีราคาเพิ่มขึ้นจากราคาที่ซื้อไว้
พันธบัตรรัฐบาลต่างจากหุ้นสามัญในตลาดหลักทรัพย์ฯ
ที่นักลงทุนส่วนใหญ่คุ้นเคย เพราะพันธบัตรจะมีอายุชัดเจนกว่าหุ้น
ซึ่งจะไม่มีวันครบกำหนดจนกว่าจะมีการเลิกกิจการ
โดยพันธบัตรหรือหุ้นกู้จะให้ผลตอบแทนในรูปของ "อัตราดอกเบี้ย" (Coupon Rate) ซึ่งกำหนดจ่ายเป็นรายงวด (อาจเป็นรายเดือน
รายครึ่งปีหรือรายปีก็ได้ แต่ส่วนใหญ่เป็นรายครึ่งปี)
นอกจากนี้
พันธบัตรยังระบุระยะเวลา หรืออายุ (Maturity) เอาไว้แน่นอน ตัวอย่างล่าสุด ได้แก่ พันธบัตรออมทรัพย์อายุ 5 ปี ของรัฐบาลที่จำหน่ายให้แก่ประชาชนโดยให้อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 6.75 ต่อปี และงวดการจ่ายดอกเบี้ยรายครึ่งปี เป็นต้น
ทั้งนี้
หากนักลงทุนซื้อหุ้นกู้ดังกล่าวไว้จนครบอายุพันธบัตร
นักลงทุนก็จะได้รับกระแสเงินสดจากดอกเบี้ยที่ระบุไว้บนหน้าตั๋วตลอดไปจนครบ 5 ปี
เช่นซื้อพันธบัตรออมทรัพย์ของรัฐบาลเป็นมูลค่าหน้าตั๋ว (Par) 10,000 บาท (หากซื้อมากกว่า นับเป็น 1,2,3,… เท่าของ 10,000 ก็ได้)นักลงทุนสามารถคิดผลตอบแทนที่จะได้รับคือมูลค่า 10,000 คูณด้วย .0675 เท่ากับ 675.0
บาท หารด้วยสองสำหรับการจ่ายครึ่งปีได้เท่ากับ 337.50 บาท
(ยังไม่หักภาษี) ทุกครึ่งปีไปจนครบอายุพันธบัตร
โดยในปีสุดท้ายผู้ลงทุนจะได้รับเงินต้นคืนเต็มจำนวน 10,000
บาท ตามมูลค่าหน้าตั๋วที่จ่ายไป อย่างไรก็ดี เมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่ง
นักลงทุนต้องการขายพันธบัตรตลาดรองนั้น
การคิดราคาขายหุ้นกู้หรือพันธบัตรก็จะซับซ้อนขึ้น
สถานที่ซื้อหรือขายพันธบัตรรัฐบาล
รัฐบาลได้มอบหมายให้ธนาคารแห่งประเทศไทยในฐานะตัวแทนทำหน้าที่ออกพันธบัตรให้รัฐบาลตามประกาศกระทรวงการคลังเป็นคราว
ๆ ซึ่งวิธีการจำหน่ายอาจใช้การประมูลหรือจำหน่ายโดยตรงแกผู้ลงทุน
ดังนั้นประชาชนสามารถซื้อพันธบัตรได้โดย
1.
จากธนาคารแห่งประเทศไทย และสาขาหรือตัวแทนที่กระทรวงการคลังแต่งตั้ง อาทิ
คลังจังหวัด ธนาคารออมสิน
2.
จากสถาบันการเงินที่มีใบอนุญาตค้าหลักทรัพย์ ซึ่งผู้ลงทุนสามารถติดต่อสอบถามราคาและผลตอบแทนของพันธบัตรรุ่นต่างๆได้โดยตรงที่สถาบันการเงินแต่ละแห่ง
ซึ่งจะมีพันธบัตรหลายรุ่นแตกต่างกันตามที่ประมูลได้จากรัฐบาลแต่ละคราว
เพื่อความสะดวก สถาบันการเงิน ทั้ง 10
แห่งนี้พร้อมที่จะให้คำปรึกษาแนะนำและเสนอราคาพันธบัตรแก่ผู้ลงทุนรายย่อย ดังนี้
-
ธนาคารกรุงเทพ จำกัด ( มหาชน )
-
ธนาคารกสิกรไทย จำกัด ( มหาชน)
-
ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด ( มหาชน)
-
ธนาคาร เอเชีย จำกัด (มหาชน)
-
ธนาคาร ซิตี้แบงค์
-
ธนาคาร เอบีเอ็น แอมโร เอ็น. วี.
-
ธนาคาร สแตนดาร์ดชาเตอร์ด
-
ธนาคาร ฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ จำกัด
-
บริษัทหลักทรัพย์ เมอร์ริล ลินซ์ ภัทร จำกัด
ภาระภาษีของผู้ซื้อพันธบัตรรัฐบาล
บุคคลธรรมดาผู้ถือพันธบัตรจะต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15%
ของดอกเบี้ยที่ได้รับในแต่ละงวด โดยส่วนเงินฝากและพันธบัตรของ ธปท. มีหน้าที่หักภาษี
ณ ที่จ่ายอัตราภาษีตามประเภทผู้ถือพันธบัตรมีรายละเอียดดังนี้
บุคคลธรรมดาที่อยู่ในไทย หักภาษี ณ ที่จ่าย 15%
บุคคลธรรมดาที่มิได้อยู่ในไทย หักภาษี ณ ที่จ่าย 15%
(กมลวรรณ หวังธนบดีกุล, 2551)
2. พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ (State-Owned
Enterprise Bonds) เป็นตราสารหนี้ที่มีอายุตั้งแต่ 1
ปีขึ้นไป ออกโดยรัฐวิสาหกิจ (องค์กรที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นเพื่อดำเนินธุรกิจ
โดยมีรัฐบาลหรือหน่วยงานของรัฐเป็นผู้ถือหุ้นหรือร่วมกันถือหุ้นตั้งแต่ร้อยละ 50 ขึ้นไป) มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อนำเงินทุนไปใช้จ่ายในการดำเนินงานตามโครงการต่าง
ๆ
พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ มีทั้งชนิดที่กระทรวงการคลังค้ำประกันต้นเงินและดอกเบี้ยกับชนิดที่กระทรวงการคลังไม่ค้ำประกันต้นเงินและดอกเบี้ย ทั้งสองชนิดกระทรวงการคลังเป็นผู้ดำเนินการจัดหาสถาบันผู้จัดจำหน่ายและประกันการจำหน่ายโดยวิธีการประมูล
สถาบันที่เข้าร่วมประมูลในอัตราค่าใช้จ่ายรวมต่ำสุดจะได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้จัดจำหน่ายพันธบัตรให้แก่ผู้ลงทุนทุกประเภท
พันธบัตรรัฐวิสาหกิจส่วนใหญ่จ่ายดอกเบี้ยเป็นงวด
โดยปกติจะจ่ายปีละ 2 งวด
เมื่อครบกำหนดอายุของพันธบัตร ผู้ถือกรรมสิทธิ์จะได้รับคืนต้นเงินเท่ากับราคาตราพร้อมดอกเบี้ยงวดสุดท้าย
(“พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ,” ม.ป.ป.)
ผลตอบแทนจากการถือพันธบัตร
ผลตอบแทนที่ผู้ถือตราสารได้รับนับจากวันซื้อจนถึงวันครบกำหนดไถ่ถอน
ซึ่งประกอบด้วยดอกเบี้ย และผลตอบแทนจากส่วนต่างระหว่างราคาซื้อและราคาขาย
ผลตอบแทนของพันธบัตรเป็นสิ่งจูงใจให้คนถือพันธบัตร ผลตอบแทนอาจแบ่งเป็น 3 ลักษณะดังนี้ 1.) ผลตอบแทนคิดเป็นตัวเงิน
(nominal yield)ได้แก่จำนวนเงินจากดอกเบี้ยและผลตอบแทน อื่นๆ 2.) ผลตอบแทนในปัจจุบัน (current yield) คือดอกเบี้ยรับเทียบกับราคาพันธบัตรที่ซื้อมา
ผลตอบแทนปัจจุบันอาจไม่สามารถสะท้อนถึงผลตอบแทนของพันธบัตรที่แท้จริง
เพราะไม่ได้คำนึงถึงราคาซื้อและราคา ขาย และ 3.) ผลตอบแทนเมื่อครบกำหนด
( yield to maturity) เป็นผลตอบแทน
ในรูปดอกเบี้ยและราคาพันธบัตรเทียบกับราคาที่ซื้อมา
อัตราผลตอบแทนปัจจุบัน หมายถึง
เงินดอกเบี้ยที่จะได้รับเมื่อเปรียบเทียบกับเงินลงทุนซื้อพันธบัตร ณ ขณะใดขณะหนึ่ง
ในการคำนวณจะคำนึงถึงราคาซื้อพันธบัตรนั้น และอัตราดอกเบี้ยที่ตราไว้
อัตราผลตอบแทนจนถึงอายุไถ่ถอน
หมายถึง
อัตราผลตอบแทนที่นักลงทุนจะได้รับนับจากวันที่ซื้อพันธบัตรจนถึงวันที่พันธบัตรครบกำหนดไถ่ถอน
ในการคำนวณจะคำนึงถึงราคาตลาด มูลค่าไถ่ถอน อัตราดอกเบี้ยที่รับต่อปี
และช่วงเวลาที่เหลือในการรับดอกเบี้ย
อัตราดอกเบี้ย (coupon rate)
อัตราดอกเบี้ย คือ
เงินที่รัฐบาลสัญญาว่าจะจ่ายให้ผู้ถือพันธบัตรเป็นระยะๆ เช่น ทุก 6 เดือน
ซึ่งอัตรานี้จะคงที่ตลอดอายุของพันธบัตรจนถึงงวดสุดท้ายส่วนใหญ่พันธบัตรจะเป็นแบบอัตราดอกเบี้ยคงที่
ดังนั้น ไม่ว่าราคาของพันธบัตรจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร ผู้ถือพันธบัตร
ก็จะได้รับดอกเบี้ยคงที่ตลอดอายุพันธบัตร เช่น พันธบัตรฉบับละ 1,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 6.75% ผู้ลงทุนจะได้รับดอกเบี้ย 67.50 บาทต่อปีจนครบอายุพันธบัตร
เหตุใดราคาของพันธบัตรจึงเปลี่ยนแปลง
ในระหว่างที่พันธบัตรยังไม่ครบกำหนด นอกจากพันธบัตรจะมี
"มูลค่าในตัวเอง"
ตามปริมาณกระแสเงินสดในอนาคตที่ผู้ซื้อจะได้อัตราดอกเบี้ย (coupon rate)ที่กำหนด
เป็นระยะเวลาที่เท่ากับอายุที่เหลือของพันธบัตรแล้ว
ราคาพันธบัตรยังแปรผกผันหรือเปลี่ยนแปลงในทิศทางตรงข้ามกับอัตราดอกเบี้ยในท้องตลาดอีกด้วย
ตัวอย่าง ของอิทธิพลดอกเบี้ยในตลาด เช่น
หากนักลงทุน ต้องการขายพันธบัตรออมทรัพย์ของรัฐบาลอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 6
ซึ่งเป็นพันธบัตรที่นักลงทุนถือครองมาเป็นเวลา 1 ปีแล้ว
และสมมติในช่วงเวลาที่ต้องการจะขายนั้น
อัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารพาณิชย์ซึ่งเป็นช่องทางหาผลตอบแทนประเภทหนึ่งลดลงเหลือร้อยละ
4 ดังนั้น ราคาขายพันธบัตร
ที่นักลงทุนต้องการขายในขณะนั้นก็ควรจะสูงกว่าเดิมเนื่องจากพันธบัตรให้ดอกเบี้ยผู้ถือได้ถึงร้อยละ
6 สูงกว่าเงินฝากที่ให้อัตราร้อยละ 4 มาก
ทำให้พันธบัตรเป็นที่ต้องการมากขึ้นราคาพันธบัตรจึงสูงขึ้นการที่มีผู้อยากได้พันธบัตรรุ่นนี้มากก็จะทำให้ราคาสูงขึ้น
เช่น จะต้องจ่ายเงินจำนวน 1,093.50 บาทซึ่งสูงกว่าราคาตรา 93.50 บาท
แต่หากสมมุติว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ปรับตัวสูงขึ้นจากวันซื้อในปีก่อนมาอยู่ในระดับร้อยละ
8 ราคาของพันธบัตรก็ควรจะลดลง เนื่องจากพันธบัตรให้อัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าท้องตลาด
นักลงทุนจะมีความต้องการถือครองพันธบัตรรุ่นนี้น้อยลง ทำให้ราคาลดลงเป็น 925.20
บาท ซึ่งต่ำกว่าราคาตรา 74.80 บาท ซึ่งเป็นการขาดทุน
ดังนั้นนักลงทุนจะต้องทำความเข้าใจว่าการลงทุนในพันธบัตรหรือตราสารหนี้นั้น
มิใช่การลงทุนที่ปลอดความเสี่ยงทั้งหมด
แต่เป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงจากผลกำไรหรือขาดทุนในลักษณะดังกล่าว
แต่หากผู้ลงทุนถือพันธบัตรไว้จนครบกำหนดก็จะได้รับการไถ่ถอนในราคาตรา ( par) การขาดทุนจึงเป็นการขาดทุนทางบัญชีหรือค่าเสียโอกาส
(กมลวรรณ หวังธนบดีกุล, 2551)
หุ้นกู้ (Corporate bond)
หุ้นกู้
คือ ตราสารที่จ่ายผลตอบแทนแน่นอนประเภทหนึ่งที่ออกโดยธุรกิจต่างๆ
เพื่อระดมทุนไปลงทุนในสินทรัพย์ประเภททุน เช่น โรงงาน อุปกรณ์ เครื่องมือ
เครื่องจักร หรือเพื่อเป็นทุนหมุนเวียน หุ้นกู้ทุกประเภทจะต้องมีการกำหนดเงื่อนไขหรือที่เรียกว่ายข้อกำหนดของหุ้นกู้
(Indenture) ซึ่งเป็นข้อตกลงตามกฎหมายที่ระบุภาระผูกพันของผู้ออกหุ้นกู้ที่มีต่อผู้ลงทุน
การแบ่งประเภทของหุ้นกู้อาจทำได้หลายวิธีทั้งนี้แล้วแต่จะใช้หลักการใดในการแบ่ง
อาทิเช่น แบ่งตามอันดับความน่าเชื่อถือ ซึ่งจัดทำโดยสถาบันการจัดอันดับความน่าเชื่อถือโดยดูจากโอกาสที่ผู้ออกหุ้นกู้จะไม่สามารถชำระหนี้ได้
แบ่งตามระยะเวลาครบกำหนดไถ่ถอนโดยเเบ่งเป็นหุ้นกู้ระยะสั้น
เเละหุ้นกู้ระยะยาว แบ่งตามเงื่อนไขบางประการที่ระบุไว้ในข้อตกลงการออกหุ้นกู้
เช่น หุ้นกู้ที่มีการกันเงินสำรองไว้เพื่อการไถ่ถอนหรือเเบ่งเป็นหุ้นกู้ที่ผู้ออกสามารถไถ่ถอนคืนก่อนครบกำหนดเเละหุ้นกู้ที่ไม่สามรถไถ่ถอนคืนก่อนกำหนดเป็นต้น
โดยประเภทของหุ้นกู้ที่หนังสือเล่มนี้จะอธิบายได้แบ่งตามระดับความเสี่ยงที่จะไม่ได้รับชำระหนี้
โดยเริ่มจากหุ้นกู้ที่มีระดับความเสี่ยงต่ำกว่าสุดไปจนถึงสูงสุด ดังนี้
1.
หุ้นกู้มีประกัน หรือ Secured bond
เป็นหุ้นกู้ที่มีความเสี่ยงที่จะไม่ได้รับชำระหนี้คืนทุนต่ำที่สุด
เนื่องจากเป็นหุ้นกู้ที่มีหลักทรัพย์ค่ำประกัน
หลักทรัพย์ที่นำมาเป็นหลักทรัพย์มาเป็นหลักประกันอาจมีลักษณะต่างๆกันออกไป หุ้นกู้มีประกันจึงแบ่งประเภทตามหลักประกันดังนี้
1.1 หุ้นกู้ที่มีอสังหาริมทรัพย์เป็นประกัน
(mortgage bond) คือหุ้นกู้ที่ใช้สินทรัพย์ประเภท ที่ดิน เเละอาคารเป็นหลักประกัน
ในกรณีที่ผู้ออกหุ้นกู้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ สินทรัพย์ที่นำมาเป็นหลักประกันจะถูกนำออกขายเพื่อนำเงินมาชำระหนี้
1.2 หุ้นกู้ที่มีสินทรัพย์ทางการเงินเป็นประกัน (collateral
trust bond) คือหุ้นกู้ที่ใช้ตราสารการเงินประเภทต่าง ๆ เป็นหลักประกัน
เช่น หุ้นสามัญ เเละหุ้นกู้ที่มีคุณภาพดีความเสี่ยงต่ำ
1.3 หุ้นกู้ที่มีสังหาริมทรัพย์เป็นประกัน (equopment trust bond) คือหุ้นกู้ที่ใช้สังหาริมทรัพย์บางประเภทเป็นหลักประกัน เช่น เรือ รถไฟ
เครื่องบิน เป็นต้น
2.
หุ้นกู้ไม่มีประกัน หรือ Debenture เป็นหุ้นที่ออกโดยไม่มีสินทรัพย์ใดๆเป็นหลักประกันการ
ชำระหนี้ การลงทุนในประเภทนี้ ผู้ลงทุนต้องพิจารณาโอกาสในการชำระหนี้จากความน่าเชื่อถือ
ฐานะทางการเงิน เเละผลประกอบการของผู้ออกหุ้นกู้เป็นหลัก ในกรณีที่ผู้ออกหุ้นกู้ไม่สามารถชำระดอกเบี้ยเเละเงินต้นได้
ผู้ลงทุนจะมีสิทธิได้รับชำระหนี้หลังจากที่ผู้ออกได้ชำระหนี้ให้กับผู้ถือหุ้นมีประกันแล้ว
3. หุ้นกู้ด้อยสิทธิหรือ
subordinated bond เป็นหุ้นกู้ที่มีสิทธิเรียกร้องในทรัพย์ของผู้ออกหุ้นกู้
หลังจากที่ผู้ออกได้ชำระหนี้หุ้นกู้มีประกันและไม่มีประกัน
หุ้นกู้ด้อยสิทธิอาจเเบ่งเป็น หุ้นกู้ด้อยสิทธิอันดับที่หนึ่ง
หุ้นกู้ด้อยสิทธิอันดับที่สอง เเละหุ้นกู้ด้อยสิทธิอันดับที่สาม ซึ่งเป็นหุ้นกู้ที่มีสิทธิได้รับชำระหนี้คืนหลังสุดจากทั้งสามประเภท
4. หุ้นกู้รายได้
หรือ income bond เป็นหุ้นกู้ที่มีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยจ่ายไว้แน่นอน
แต่ผู้ออกหุ้นกู้จะจ่ายดอกเบี้ยให้ผู้ลงทุนก็ต่อเมื่อผู้ออกมีกำไรมากพอจ่ายเมื่อถึงกำหนดเวลาที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยในกรณีที่ผู้ออกไม่ได้จ่ายดอกเบี้ยในงวดใด
ๆ เนื่องจากมีรายได้ไม่เพียงพอ ผู้ลงทุนไม่มีสิทธิฟ้องร้อง การลงทุนในหุ้นกู้ประเภทนี้ผู้ลงทุนจึงไม่ได้รับความคุ้มครองเหมือนหุ้นกู้มีประกันและอาจได้รับผลตอบแทนช้ากว่าการลงทุนในหุ้นกู้แบบอื่น
อย่างไรก็ตาม หุ้นกู้รายได้มักจะจ่ายผลตอบเเทนเพื่อชดเชยความเสี่ยงให้กับผู้ลงทุน
เนื่องจากได้รับความเสี่ยงมากขึ้น ตัวอย่างของหุ้นกู้รายได้ ได้แก่ พันธบัตรรายได้ของรัฐบาลท้องถิ่น municipal revenue bond (ประภาวริน ลัดดาพันธ์, 2558)
5.หุ้นกู้แปลงสภาพ
(Convertible Debenture) คือตราสารหนี้ประเภทหนึ่งซึ่งแฝงสิทธิให้กับผู้ถือหุ้นกู้ที่จะเลือกแปลงสภาพหุ้นกู้ที่ตนถือเป็นหุ้นสามัญได้ตามราคาที่ระบุและตามระยะเวลาที่กำหนด
ผู้ที่ลงทุนในหุ้นกู้แปลงสภาพมีสถานะเป็นเจ้าหนี้ของบริษัท
จะได้รับผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ยเหมือนการลงทุนในหุ้นกู้ประเภทอื่นหลังจากการแปลงสภาพโดยการนำหุ้นกู้ไปแลกเปลี่ยนเป็นหุ้นทุน
ผู้ถือจะเปลี่ยนสถานะเป็นเจ้าของบริษัท และได้รับผลตอบแทนเป็นเงินปันผล
กำไรจากการขายหุ้น สิทธิในการจองหุ้น และสิทธิอื่นๆ
ที่พึงได้รับในฐานะผู้ถือหุ้นสามัญทั่วไป สิทธิพิเศษของการแปลงสภาพดังกล่าว
จะส่งผลให้ผู้ออกหุ้นกู้กำหนดอัตราดอกเบี้ยของหุ้นกู้แปลงสภาพในระดับต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยของหุ้นกู้ทั่วไปที่ไม่มีสิทธิแฝง(Straight Bond) ที่มีอายุเท่ากัน
และอันดับความน่าเชื่อถือเท่ากัน
ข้อดีของการลงทุนในหุ้นกู้แปลงสภาพ ผู้ลงทุนได้ทราบถึงราคาแปลงสภาพที่แน่นอน
เพื่อที่จะได้ตัดสินใจไม่เลือกแปลงเป็นหุ้นสามัญในภาวะราคาหุ้นซบเซา
อีกทั้งยังมีเวลาศึกษาสภาพการดำเนินงานของบริษัทในขณะที่ยังถือหุ้นกู้อยู่ อีกทั้ง
ผู้ลงทุนยังมีโอกาสเลือกตัดสินใจทำกำไรจากการขายหุ้นกู้แปลงสภาพ หรือ
แปลงสภาพเป็นหุ้น หรือ ขายหุ้นในเวลาที่เห็นว่าเหมาะสม
เงื่อนไขและข้อกำหนดในการแปลงสภาพ
- ระยะเวลาการใช้สิทธิแปลงสภาพ
(Conversion Period) เป็นการกำหนดให้ผู้ถือหุ้นกู้แปลงสภาพ
ได้ทราบถึงระยะเวลาการแสดงความจำนงการใช้สิทธิแปลงสภาพหุ้นกู้เป็นหุ้นสามัญ
ผู้ออกหุ้นกู้อาจกำหนดเป็นช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่งตลอดอายุหุ้นกู้แปลงสภาพได้ เช่น
ผู้ถือหุ้นกู้แสดงความจำนงการใช้สิทธิแปลงสภาพในช่วงระยะเวลา14 วัน ระหว่างเวลา 8.30 น. ถึง 15.30 น. ก่อนวันแปลงสภาพ (Conversion Date) คือ
ทุกวันทำการสุดท้ายของเดือน เป็นต้น
- วันแปลงสภาพ (Conversion
Date)คือ
วันที่ที่หุ้นกู้แปลงสภาพของผู้ยื่นความจำนงการใช้สิทธิได้ถูกแปลงสภาพเป็นหุ้นสามัญ
การแปลงสภาพดังกล่าวจะมีผลให้สถานะของผู้ลงทุนเปลี่ยนไปจากเจ้าหนี้ (ผู้ถือหุ้นกู้)
เป็นผู้ร่วมเป็นเจ้าของกิจการ (ผู้ถือหุ้นสามัญ)
- ราคาแปลงสภาพ (Conversion Price) คือ ราคาของหุ้นทุนที่กำหนดไว้เพื่อการแปลงสภาพโดยมีสูตรคำนวณดังนี้
ราคาพาร์ของหุ้นกู้แปลงสภาพ
อัตราการแปลงสภาพ
ตัวอย่าง ราคาพาร์ของหุ้นกู้แปลงสภาพ คือ 1,000 บาทและอัตราการแปลงสภาพ คือ 50 ดังนั้น ราคาหุ้นสามัญเพื่อแปลงสภาพคือ 20
บาทโดยทั่วไป
ผู้ออกหุ้นกู้จะกำหนดราคาแปลงสภาพเบื้องต้นไว้ในหนังสือชี้ชวนเรียบร้อยแล้ว
และบริษัทอาจจะมีการปรับราคาแปลงสภาพในระหว่างอายุของหุ้นกู้ในกรณี เช่น
เปลี่ยนแปลงราคาพาร์ของหุ้นสามัญอันเกิดจากการรวม หรือการแบ่งแยกหุ้นสามัญ
มีการเสนอขายหุ้นสามัญใหม่ในราคาต่ำกว่าราคาตลาดของหุ้นสามัญของบริษัท
หรือมีการจ่ายเงินปันผลเป็นหุ้นสามัญ
- อัตราการแปลงสภาพ (Conversion Ratio) หมายถึง จำนวนหุ้นทุนที่ผู้ถือจะได้รับแลกเปลี่ยนจากการแปลงสภาพหุ้นกู้
1 หุ้น มาเป็นหุ้นทุน เช่น อัตราการแปลงสภาพเท่ากับ 50 หมายถึง หุ้นกู้ 1 หน่วย (ราคา
par 1,000 บาท) สามารถแปลงสภาพเป็นหุ้นทุนได้50 หุ้น มีสูตรการคำนวณ ดังนี้
ราคาพาร์ของหุ้นกู้แปลงสภาพ
ราคาแปลงสภาพ
- ราคาไถ่ถอนหุ้นกู้แปลงสภาพ (Redemption Price) คือ
ราคาที่บริษัทกำหนดที่จะไถ่ถอนหุ้นกู้ เมื่อถึงวันครบกำหนด
หากผู้ถือหุ้นกู้ยังไม่มีการแปลงสภาพหุ้นกู้ของตนเอง บางบริษัทอาจจะมีการบวกอัตราส่วนเกินเพิ่มเข้าไปในราคาไถ่ถอนแก่ผู้ถือหุ้นกู้ที่ไม่ได้ใช้สิทธิแปลงสภาพ
(Premium Redemption) (“หุ้นกู้แปลงสภาพสองในหนึ่งเดียว,” ม.ป.ป.)
การไถ่ถอนหุ้นกู้
การไถ่ถอนหุ้นกู้
อาจทำได้ 2 แบบ คือ ไถ่ถอนเมื่อครบกำหนดอายุของหุ้นกู้และไถ่ถอนก่อนครบกำหนดอายุ
สำหรับการไถ่ถอนก่อนกำหนดนั้นทำได้หลายวิธีดังนี้
1. ไถ่ถอนโดยวิธีเรียกคืน
ซึ่งต้องระบุไว้ชัดเจนในสัญญาข้อตกลงโดยทั่วไปราคาเรียกคืนจะสูงกว่าราคาที่ตราไว้
2. ไถ่ถอนโดยการแปลงสภาพ เช่น แปลงสภาพเป็นหุ้นสามัญ
3. ไถ่ถอนโดยวิธีการจัดตั้งเงินกองทุนโดยบริษัทผู้ออกหุ้นกู้จะเป็นผู้จัดสรรเงินทุนจำนวนหนึ่งมอบให้สถาบันการเงินหนึ่งทำหน้าที่ดูแลผลประโยชน์ให้ผู้ถือหุ้นกู้หนี้สถาบันการเงินนั้นว่า
ทรัสตี
4. ไถ่ถอนคืนเป็นงวดๆตามที่กำหนดไว้ในใบหุ้น ชนิดที่เรียกว่า Serial
Bondโดยอาจใช้วิธีออกกู้ใหม่เพื่อไถ่ถอนหุ้นกู้เดิม
ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยในท้องตลาดลดต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยที่ระบุไว้ในหุ้นกู้เดิม
ซึ่งที่อัตราดอกเบี้ยของหุ้นกู้ใหม่จะต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยของหุ้นกู้เดิม
ข้อดีของการจัดหาเงินทุนโดยวิธีออกพันธบัตรและหุ้นกู้
1. พันธบัตรและหุ้นกู้เป็นหนี้สินระยะยาวของกิจการ
ซึ่งเป็นต้นทุนคงที่ ผู้ถือพันธบัตรหรือหุ้นกู้ไม่มีส่วนร่วมในกำไรของกิจการ
2.
โดยทั่วไปต้นทุนของหนี้จะมีค่าต่ำกว่าต้นทุนของส่วนของเจ้าของ
ข้อเสียของการจัดหาเงินทุนโดยวิธีออกพันธบัตรและหุ้นกู้
1. ดอกเบี้ยจ่ายและเงินต้นของพันธบัตรหรือหุ้นกู้
เป็นภาระผูกพันทางการเงินที่เป็นค่าใช้จ่ายประจำ ดังนั้นกิจการที่จัดหาเงินทุนด้วยวิธีออกตราสารหนี้
ต้องสามารถดำเนินกิจการให้มีกำไรก่อนหักดอกเบี้ยและภาษีให้มากเพียงพอที่จะครอบคลุมดอกเบี้ยจ่าย
2. การออกพันธบัตรหรือหุ้นกู้เป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้แก่กิจการและมีผลกระทบต่อโครงสร้างเงินทุนของกิจการ
(เพ็ญพิมล
ลีโนทัย, 2558)
ที่มา : บทเรียนของผมในตลาดหุ้นขาลง…
ช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้!, 2558
5.6.3 หุ้นบุริมสิทธิ
ความหมายของหุ้นบุริมสิทธิ
หุ้นบุริมสิทธิ (Preferred
Stock) เป็นตราสารประเภททุนชนิดหนึ่งที่มีลักษณะกึ่งหนี้และกึ่งเจ้าของลักษณะที่คล้ายหนี้สิน
คือ เงินปันผลของหุ้นบุริมสิทธิเป็นอัตราตายตัวและถือเป็นค่าใช้จ่ายคงที่ของบริษัทแม้ว่าบริษัทอาจงดจ่ายเงินปันผลในปีที่ไม่มีกำไรหรือภาวะทางการเงินไม่อำนวย
ส่วนลักษณะที่คล้ายเจ้าของ คือ ในกรณีที่บริษัทเลิกกิจการ ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิเรียกร้องในสินทรัพย์ของบริษัทภายหลังเจ้าหนี้แต่ก่อนหุ้นสามัญ
แต่ถ้าไม่มีสินทรัพย์เหลือหลังการชำระคืนเจ้าหนี้แล้ว
ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิก็จะไม่ได้รับทุนคืนเช่นเดียวกับหุ้นสามัญ
ลักษณะของหุ้นบุริมสิทธิ
มีผู้อธิบายหุ้นบุริมสิทธิว่า “หุ้นบุริมสิทธิเป็นหุ้นส่วนทุนชนิดหนึ่งของบริษัทซึ่งหุ้นส่วนทุนอีกชนิดหนึ่งก็คือ
หุ้นสามัญแต่หุ้นบุริมสิทธิแตกต่างไปจากหุ้นสามัญบางประการ ในทางบัญชีหุ้นบุริมสิทธิเป็นหุ้นทุนชนิดกึ่งหนี้สินและกึ่งหุ้นทุน
ในกรณีที่บริษัทผู้ออกหุ้นบุริมสิทธิทำการชำระบัญชีเพื่อเลิกกิจการผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิอาจจะมีสิทธิ์เรียกร้องชำระคืนทุนจากสินทรัพย์ของบริษัทหลังเจ้าหนี้แต่ก่อนผู้ถือหุ้นสามัญ
และผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิมีสิทธิ์เรียกร้องชำระคืนทุนสูงสุดเท่ากับมูลค่าที่ตราไว้ของหุ้นบุริมสิทธินั้น
ตัวอย่าง เช่น ห้างหุ้นบุริมสิทธิมีมูลค่าหุ้น
หุ้นละ 100 บาท ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิมีสิทธิ์เรียกร้องเงินทุนคืนสูงสุดหุ้นละ 100 บาท นอกจากนี้ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิมีสิทธิ์จะได้รับเงินปันผลตามอัตราที่กำหนดไว้เป็นผลตอบแทน
เช่น เงินปันผล 6 % ของมูลค่าหุ้นหมายความว่าผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิจะได้รับเงินปันผลในอัตราร้อยละ
6 บาทของมูลค่าหุ้น ถ้าถือหุ้นบุริมสิทธิมูลค่าทั้งหมด 10,000 บาทจะได้รับเงินปันผลทั้งสิ้น 600 บาท
จากตัวอย่างจะเห็นว่าเงินปันผลหุ้นบุริมสิทธิมีลักษณะคล้ายกับดอกเบี้ยผิดกันตรงที่ว่า
ถ้าเป็นดอกเบี้ย เช่น ดอกเบี้ยหุ้นกู้บริษัทผู้ออกหุ้นกู้จะต้องจ่ายดอกเบี้ยให้แก่ผู้ถือหุ้นไม่ว่าในปีนั้นบริษัทจะมีกำไรหรือขาดทุน
นอกจากนี้ดอกเบี้ยที่จ่ายสามารถนำมาหักกำไรเพื่อเสียภาษี ส่วนเงินปันผลที่จ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิไม่ถือว่าเป็นภาระผูกพันที่บริษัทจะต้องจ่ายดังเช่นดอกเบี้ยหากปีใดบริษัทมีกำไรไม่ดีหรือภาวะ
การเงินของบริษัทไม่อำนวยบริษัทอาจงดการจ่ายเงินปันผลจำนวนดังกล่าวได้ แต่อย่างไรก็ดีเงินปันผลหุ้นบุริมสิทธิเป็นภาระผูกพันทางการเงินที่แน่นอนอย่างหนึ่งของบริษัท
เพราะบริษัทจะต้องจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิก่อนจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นสามัญเสมอและโดยปกติแล้วหุ้นบุริมสิทธิไม่มีเวลาครบกำหนดไถ่ถอนดังเช่นหุ้นกู้ (บททั่วไปว่าด้วยหุ้นบุริมสิทธิ์,”
ม.ป.ป.)
ในทางบัญชี
หุ้นบุริมสิทธิสามารถจัดประเภทเป็นหนี้สินหรือส่วนทุน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขหรือข้อผูกพันตามสัญญาระหว่างผู้ออกหุ้นและผู้ถือหุ้น
หุ้นบุริมสิทธิจะจัดเป็นหนี้สิน หากเข้าเงื่อนไขทุกข้อดังต่อไปนี้
-
ผู้ถือหุ้นได้รับเงินปันผลในอัตราที่แน่นอน
-
ผู้ถือหุ้นมีสิทธิที่จะ ไถ่ถอนคืนหุ้นได้ ณ
วันที่กำหนด ด้วยจำนวนเงินที่แน่นอนหรือกำหนดได้
-
ผู้ออกหุ้นมีสิทธิบังคับไถ่ถอนหุ้น ณ
วันที่กำหนด ด้วยจำนวนเงินที่แน่นอนหรือกำหนดได้
อย่างไรก็ตาม
หากหุ้นบุริมสิทธิไม่ระบุให้มีการบังคับไถ่ถอนหุ้นหรือระบุให้ผู้ถือมีสิทธิที่จะไถ่ถอนหุ้นคืน ตามที่กล่าวมาข้างต้น
แต่มีเงื่อนไขอื่น ที่ทำให้บริษัทยังคงมีภาระผูกพันตามสัญญาในการส่งมอบเงินสดหรือสินทรัพย์ทางการเงินอื่นให้แก่ผู้ถือหุ้นหรือจำเป็นต้องไถ่ถอนหุ้นคืน
ในกรณีนี้ หุ้นบุริมสิทธิดังกล่าวยังคงต้องจัดประเภทเป็นหนี้สิน
ในทางตรงกันข้าม
หากหุ้นบุริมสิทธิไม่มีกำหนดไถ่ถอน และผู้ออกหุ้นไม่ได้มีข้อผูกมัดตามสัญญาที่จะต้องชำระเงินแก่ผู้ถือหุ้น
หุ้นบุริมสิทธินี้จะจัดอยู่ ในประเภทเป็นส่วนทุนไม่ใช่หนี้สิน
หุ้นบุริมสิทธิที่ถือเป็นส่วนทุนจะแสดงในงบดุลภายใต้ทุนจดทะเบียนและหุ้นออกจำหน่ายแล้ว
โดยระบุมูลค่าที่ตราไว้พร้อมส่วนเกินมูลค่าหุ้นเช่นเดียวกับหุ้นสามัญ (หุ้นบุริมสิทธิ,” 2555)
ประเภทของหุ้นบุริมสิทธิ
1) หุ้นบุริมสิทธิชนิดสะสม (Cumulative
Preferred Stock) คือ หุ้นบุริมสิทธิชนิดที่ผู้ถือหุ้นมีสิทธิ์ได้รับเงินปันผลในปีที่ไม่ได้ประกาศจ่ายเงินปันผล
2) หุ้นบุริมสิทธิชนิดไม่สะสม (Non –
Cumulative Preferred Stock) คือ
หุ้นบุริมสิทธิชนิดที่หากปีใดไม่ได้จ่ายเงินปันผล จะไม่สามารถยกยอดไปจ่ายในปีถัดไป
3) หุ้นบุริมสิทธิชนิดร่วมรับ (Participating
Preferred Stock) คือ หุ้นบุริมสิทธิที่ผู้ถือหุ้นมีสิทธิ์ได้รับเงินปันผลร่วมกับผู้ถือหุ้นสามัญอีก
หลังจากที่ได้รับเงินปันผลในอัตราที่กำหนดแล้ว
4) หุ้นบุริมสิทธิชนิดไม่ร่วมรับ (Non
– Participating Preferred Stock) คือ หุ้นบุริมสิทธิที่ได้รับเงินปันผลตามอัตราที่กำหนดเท่านั้น
5) หุ้นบุริมสิทธิประเภทสะสมและร่วมรับ (Cumulative
and Participating Preferred Stock) หมายถึง
ลักษณะการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิประเภทนี้
ซึ่งมีสิทธิที่ได้รับเงินปันผลทุกปี ถ้าปีใดไม่ประกาศจ่ายเงินปันผลจะสะสมเงินปันผลไปรับในปีที่ประกาศจ่ายและมีสิทธิร่วมรับเงินปันผลที่เหลือตามส่วนแบ่งอัตราส่วนของเงินทุนในหุ้นแต่ละประเภท
เป็นการนำ แบบ 1) และ 3) มารวมกัน
6) หุ้นบุริมสิทธิประเภทสะสมแต่ไม่ร่วมรับ (Cumulative but Nonparticipating preferred Stock) หมายถึง ลักษณะการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิประเภทนี้
จะมีสิทธิได้รับเงินปันผลในปีที่บริษัทยังมิได้ประกาศจ่ายเป็นการย้อนหลังของปีก่อน
รวมถึงสิทธิที่จะได้รับเงินปันผลสำหรับปีที่ประกาศจ่ายอีกตามอัตราที่ระบุไว้
หลังจากนั้นเงินปันผลที่เหลืออีกจำนวนเท่าใดให้นำไปจ่ายเป็นเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นสามัญทั้งหมด
เป็นการนำ แบบ 1) และ 4) มารวมกัน
ข้อดีของการจัดหาเงินทุนโดยการออกหุ้นบุริมสิทธิ
1. มีความคล่องตัวและความยืดหยุ่น
กล่าวคือ เงินปันผลจ่ายหุ้นบุริมสิทธิไม่เป็นภาระผูกพันที่ต้องจ่ายประจำเมื่อเปรียบเทียบกับดอกเบี้ยจ่ายให้หุ้นกู้ซึ่งมีฐานะเป็นหนี้สินของกิจการ
2. ไม่มีกำหนดเวลาไถ่ถอนคืน
ทำให้ธุรกิจไม่ต้องเตรียมจัดสรรเงินทุนไว้เพื่อไถ่ถอน
3.
หุ้นบุริมสิทธิถือเป็นส่วนของเจ้าของ ดังนั้น การออกหุ้นบุริมสิทธิจึงยังทำให้บริษัทรักษาฐานะและอำนาจในการก่อหนี้ไว้ได้
ถ้ามีความจำเป็นต้องจัดหาเงินทุนเพิ่มเติมในอนาคต
4. การออกหุ้นบุริมสิทธิ
ทำให้กิจการอาจไม่จำเป็นต้องออกหุ้นสามัญอีก ดังนั้น
จึงไม่กระทบกระเทือนราคาหุ้นสามัญ
5. การออกหุ้นบุริมสิทธิไม่ต้องมีสินทรัพย์ค้ำประกัน
ทำให้กิจการสามารถนำสินทรัพย์ที่มีอยู่ไปค้ำประกันหนี้ชนิดอื่นได้
ข้อเสียของการจัดหาเงินทุนโดยวีการออกหุ้นบุริมสิทธิ
1.
อัตราเงินปันผลจ่ายหุ้นบุริมสิทธิสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยของหุ้นกู้
2. เงินปันผลของหุ้นบุริมสิทธิไม่ถือเป็นค่าใช้จ่ายที่นำไปหักภาษีในการคำนวณหากำไรสุทธิ
3.
ค่าใช้จ่ายในการจัดหาเงินทุนโดยการออกหุ้นบุริมสิทธิ เช่น
ค่าใช้จ่ายในการจัดจำหน่าย ค่านายหน้า
มักสูงกว่าหุ้นกู้
4.
ความนิยมลงทุนในหุ้นบุริมสิทธิมีน้อย เนื่องจากข้อเสียเปรียบบางประการสำหรับผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ
เช่น ไม่มีสิทธิออกเสียงในการบริหารงาน ดังนั้น การจัดหาเงินทุนโดยการออกหุ้นบุริมสิทธิจึงมีความเสี่ยงต่อการไม่สามารถจัดหาเงินทุนได้ครบตามจำนวนที่ต้องการเนื่องจากขายไม่ได้
5. หุ้นบุริมสิทธิไม่มีหรืออาจถูกจำกัดสิท์ในการออกเสียงในการประชุมผู้ถือหุ้นทั่วไปประจำปี
(สรรพงศ์
ลิ้มธรรมรงค์กุล, 2559)
การออกหุ้นบุริมสิทธิ
บริษัทจำกัดที่มีหุ้นสามัญเพียงประเภทเดียว
ถ้าประสงค์จะมีหุ้นบุริมสิทธิ สามารถทำได้ โดยการเพิ่มทุน ด้วยการออกหุ้นใหม่
ในการเพิ่มทุนออกหุ้นใหม่นั้น
หุ้นที่ออกใหม่กรรมการต้องเสนอขายให้กับผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วนการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นแต่ละราย
บริษัทไม่สามารถเสนอขายหุ้นที่ออกใหม่ให้กับบุคคลภายนอกได้ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 1222
โดยการเพิ่มทุนออกหุ้นสามารถทำเป็นหุ้นบุริมสิทธิ
เพื่อให้มีสิทธิและหน้าที่ดีกว่าหุ้นสามัญได้ เช่น การมีสิทธิออกเสียง
หากต้องการให้ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ์ออกเสียง สามารถกำหนดได้
โดยจะให้ออกเสียงได้เท่ากับ น้อยกว่า หรือมากกว่าหุ้นสามัญ สามารถดำเนินการได้
ทำให้ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ 1 หุ้น
มีสิทธิลงคะแนนเสียง 10 เสียง ก็ทำได้
แต่ถ้าบริษัทมีการออกหุ้นบุริมสิทธิไว้แล้ว
ไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ ตามมาตรา 1142 กำหนดไว้ว่า “ถ้าบริษัทได้ออกหุ้นบุริมสิทธิไปแล้ว
ได้กำหนดไว้ว่าบุริมสิทธิจะมีแก่หุ้นนั้นๆ เป็นอย่างไร ท่านห้ามมิให้แก้ไขอีกเลย” (ทนายเอก, 2559)
5.6.4
หุ้นสามัญ
ความหมายหุ้นสามัญ
หุ้นสามัญ
(Common Stock) บางคนก็เรียกว่าหุ้นทุน คือ
ตราสารทุนที่บ่งบอกถึงการมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของบริษัท
ผู้ถือครองหุ้นสามัญมีสิทธิเข้าประชุมและออกคะแนนเสียงในที่ประชุม และร่วมพิจารณาตัดสินใจปัญหาสำคัญต่าง
ๆ ที่ถูกนำเข้าที่ประชุมผู้ถือหุ้น
สิทธิผลประโยชน์ที่ผู้ถือหุ้นสามัญได้รับก็คือ เงินปันผล (Dividend) จากกำไรของบริษัทตามอัตราที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นอนุมัติ
ซึ่งจะได้รับหลังจากที่จ่ายปันผลให้แก่หุ้นบุริมสิทธิไปก่อนแล้วอาจมีผลประโยชน์ในรูปแบบอื่น
ๆ เช่น (Capital Gain) ซึ่งไม่แน่นอนเพราะผลประโยชน์ขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงานของบริษัท
ดังนั้นอาจไม่มีการจ่ายเงินปันผลเลย และ/หรือ ราคาหุ้นตกเกิดเป็น (Capital
Loss) ก็เป็นไปได้
และหากบริษัทล้มละลายหรือเลิกกิจการมีการจำหน่ายทรัพย์สิน ผู้ถือหุ้นสามัญมีสิทธิที่จะได้รับแบ่งทรัพย์สินคืนตามสัดส่วนของหุ้นสามัญ
ซึ่งเป็นภายหลังจากที่ได้ชำระคืนให้แก่เจ้าหนี้รวมไปถึงผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิจนครบถ้วนแล้ว
จึงจัดได้ว่าผู้ถือหุ้นสามัญจะเป็นผู้มีสิทธิ์ในลำดับสุดท้ายของการได้รับส่วนที่เหลือจากการลงทุนคืน
สิทธิของผู้ถือหุ้นสามัญ
1. สิทธิในการออกเสียง
เพื่อเลือกคณะกรรมการบริหาร ซึ่งจะไปเลือกผู้บริหารของบริษัทผู้ถือหุ้น 1 หุ้น
มีสิทธิออกเสียง 1 เสียง
2. สิทธิเหนือสินทรัพย์
เนื่องจากผู้ถือหุ้นสามัญถือเป็นเจ้าของบริษัท
3. สิทธิในเงินปันผล บริษัทอาจจ่ายเงินปันผลแก่ผู้ถือหุ้นสามัญเป็นเงินสด
(Cash Dividend) หรือ เป็นหุ้นสามัญ (Stock
Dividend)
4. สิทธิการซื้อหุ้นสามัญออกใหม่ (Pre – emptive Right)
บทบาทของหุ้นสามัญ
หุ้นสามัญที่ออกเพื่อรองรับการเพิ่มทุนของ
บริษัท เพื่อแลกกับเงินที่เพิ่มขึ้นผู้ถือหุ้นจะกลายเป็นเจ้าของของ บริษัท
แต่ไม่ใช่ผู้จัดการ สามารถเลือกคณะกรรมการและออกเสียงลงคะแนนในมาตรการสำคัญของ
บริษัท ตามที่กำหนดไว้ในกฎบัตรหรือรัฐธรรมนูญของ บริษัท หากผู้ถือหุ้นไม่ชอบทาง
บริษัท กำลังดำเนินการอยู่พวกเขาก็มีทางเลือกในการเลือกคณะกรรมการชุดใหม่ ผู้ถือหุ้นสามารถขายหุ้นเพื่อแสดงความไม่เห็นด้วย
แม้ว่าจะไม่มีการจ่ายเงินปันผลก็ตามผู้ถือหุ้นยังคงสามารถทำกำไรได้ด้วยการขายหุ้นในราคาที่สูงกว่าราคาซื้อเดิม
ผู้ถือหุ้นอาจตระหนักถึงการสูญเสียเงินทุนถ้าขายหุ้นได้น้อยกว่าที่จ่าย ผู้ถือหุ้นสามัญจะได้รับทรัพย์สินของ
บริษัท ในกรณีที่มีการล้มละลายหรือเลิกกิจการ
ผู้ถือหุ้นกู้เจ้าหนี้รายอื่นและผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิมีส่วนร่วมในการดำเนินการดังกล่าว
(“ลักษณะหุ้นสามัญมีอะไรบ้าง,” ม.ป.ป.)
ลักษณะหุ้นสามัญ
ให้สิทธิแก่เจ้าของหุ้นสามัญหรือหุ้นสามัญ
3 ราย ข้อแรกคือสิทธิในการออกเสียง
ผู้ถือหุ้นทั่วไปสามารถมีส่วนร่วมในการกำกับดูแลกิจการภายในได้โดยการออกเสียงลงคะแนน
สิทธิอื่น ๆ
คือเงินปันผลและผลตอบแทนจากการลงทุนซึ่งเป็นตัวแทนของผู้ถือหุ้นทั่วไปสองวิธีที่ได้รับผลประโยชน์จากการเป็นเจ้าของสิทธิของผู้ถือหุ้นรายอื่นรวมถึงความรับผิด
จำกัด ผู้ถือหุ้นสามัญได้รับความคุ้มครองจากภาระผูกพันทางการเงินของ บริษัท
และรับผิดต่อหุ้นของตนเท่านั้น พวกเขายังได้รับสิทธิก่อน ๆ
ผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิในการได้รับสิทธิก่อนได้รับสิทธิในการเข้าถึงหุ้นใหม่ ๆ
ก่อนที่ประชาชนจะได้รับการลงทุนส่วนที่เหลือจะได้รับส่วนลด
ที่มา : หุ้นปิดบวกเพิ่ม5.76จุด รับบอร์ดปตท., 2561
ประเภทของหุ้นสามัญแบ่งตามกลุ่มการลงทุน
1. หุ้นบลูชิป (Blue-chip stock) เป็นหุ้นที่ออกโดยบริษัทขนาดใหญ่ที่มีฐานะมั่นคง
ผลดำเนินงานดีสม่ำเสมอ ไม่มีหนี้สินใหม่ โดยทั่วไปราคาของหุ้นบลูชิปจะมีราคาสูง
ทำให้อัตราผลตอบแทนที่ผู้ลงทุนจะได้รับต่ำ ซึ่งก็สอดคล้องกับหลักการลงทุน high risk, high return ตัวอย่างของหุ้นบลูชิปที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
ได้แก่ SCC, PTT เป็นต้น
2. Income stock หรือที่คนไทยเรียกว่า Dividend Stock (หุ้นปันผลสูง) หุ้นที่จ่ายเงินปันผลสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด มักเป็นหุ้นกิจการที่ไม่ใหญ่มากนัก
อาจเป็นหุ้นที่อยู่ในธุรกิจที่ไม่ได้ขยายตัวสูงมาก
จึงไม่ต้องใช้เงินสดเพื่อลงทุนขยายงานต่อมากนัก จึงสามารถนำมาจ่ายปันผลได้มาก หุ้นที่เข้าข่าย ได้แก่ ADVANC RATCH EGCO TISCO KK
3. Growth stock เป็นหุ้นที่ออกโดยบริษัทที่มีแนวโน้มการเติบโตของกำไรสูงกว่าบริษัทอื่น
ๆ ในอุตสาหกรรมเดียวกัน แต่มักจ่ายเงินปันผลต่ำ เป็นธุรกิจที่อยู่ในธุรกิจที่ยังอยู่ในช่วงของการเติบโต
ตลาดยัง ไม่อิ่มตัว มักจะมีอัตราจ่ายปันผลต่ำเทียบกับผลกำไรที่ทำได้
(Payout Ratio) ผลดำเนินงานเติบโตเร็ว แบบต่อเนื่องทั้งยอดขายและผลกำไร หุ้นที่เข้าข่ายนี้ เช่น CPALL โรงพยาบาลกรุงเทพ
4. Cyclical stock หุ้นของบริษัทที่มีการขยายตัว หดตัวตามวงจรของเศรษฐกิจ เป็นหุ้นที่อยู่ใน ธุรกิจที่ราคาสินค้าผันผวนขึ้นลงตามวัฏจักร Demand & Supply ต่างจาก Growth stock ตรงที่ธุรกิจของ
Growth stock จะเติบโตเร็วอย่างต่อเนื่อง มีผลกำไรที่ผันผวน จุดสูงสุดและต่ำสุดในช่วงวัฏจักรต่างกัน หลายเท่าตัว
ช่วงต่ำสุดอาจถึงขั้นขาดทุน ตัวอย่างของธุรกิจ เช่น
ปิโตรเคมี, อุตสาหกรรมโลหะ, พืชผลต่างๆ,เดินเรือ, โรงกลั่นน้ำมัน
ฯลฯ
5. Defensive stock เป็นหุ้นที่อยู่ในธุรกิจที่ไม่ค่อยผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจหุ้น
มีการเคลื่อนไหว ในทิศทางตรงกันข้ามกับตลาด หรือหุ้นที่มีค่าเบต้าติดลบ ในเวลาที่เศรษฐกิจดี ธุรกิจของ Defensive จะได้ประโยชน์น้อยกว่าหุ้นอื่น แต่ยามเศรษฐกิจแย่ ธุรกิจของ
Defensive จะได้รับผลกระทบน้อยกว่ามาก มักเป็น หุ้นสาธารณูปโภค เช่น ผลิตไฟฟ้า
6. Large-cap stock หุ้นที่ออกโดยบริษัทขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าตลาดสูงมากกว่า 4,400 ล้านบาท เช่น หุ้น ใน SET50 index
7. Midcap stock หุ้นที่มีมูลค่าตลาดอยู่ระดับกลางระหว่าง 540 - 4,400 ล้านบาท
8. Small-cap stock หุ้นที่มีมูลค่าตลาดต่ำกว่า 540 ล้านบาท
(สมบัติ
นราวุฒิชัย, 2554), (“หุ้นสามัญ,”
2559)
ผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นสามัญ
ประกอบด้วย 2 รูปแบบ
1.
ผลตอบแทนในรูปเงินปันผล เป็นผลตอบแทนที่ผู้ถือหุ้นจะได้โดยตรงในกรณีที่บริษัทมีกำไร ซึ่งผลตอบแทนประเภทนี้จะขึ้นอยู่กับความสามารถของบริษัทในการทำกำไร
กล่าวคือ ในปีใดที่บริษัทมีกำไรมาก
ผู้ถือหุ้นอาจจะได้ผลตอบแทนในรูปเงินปันผลมากขึ้น
แต่ในปีใดที่บริษัทมีกำไรน้อยหรือขาดทุน ผู้ถือหุ้นอาจจะได้เงินปันผลน้อยลงหรือไม่ได้เลยก็ได้
2.
ผลตอบแทนในรูปส่วนต่างราคา เป็นผลตอบแทนที่ผู้ถือหุ้นจะได้
ในกรณีที่ผู้ถือหุ้นขายหุ้นสามัญดังกล่าวไปยังบุคคลอื่นในราคาที่สูงกว่าตอนที่ตนซื้อมา
ความเสี่ยงจากการลงทุนในหุ้นสามัญ
การลงทุนใดๆ
ก็ตามย่อมมีความเสี่ยง การลงทุนในหุ้นสามัญก็เช่นเดียวกัน
ในหัวข้อก่อนหน้าได้กล่าวถึงผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นสามัญ
นักลงทุนคงรับรู้ถึงความเสี่ยงอย่างหนึ่งที่เกิดจากการลงทุนแล้ว
นั่นก็คือความเสี่ยงที่จะไม่ได้รับผลตอบแทนตามที่ตนคาดการณ์ไว้
ในหัวข้อนี้จะสรุปสาเหตุสำคัญ 2 ประการ ที่ส่งผลให้นักลงทุนไม่ได้รับ ผลตอบแทนตามที่คาดการณ์ไว้
(ทั้งผลตอบแทนในรูปเงินปันผล หรือในรูปส่วนต่างราคา)
1. ความเสี่ยงทางธุรกิจ เป็นความเสี่ยงที่เกิดจากลักษณะของธุรกิจนั้นๆ เช่น
ประเภทธุรกิจ โครงสร้างรายได้ ค่าใช้จ่ายของกิจการ
ทั้งนี้ความเสี่ยงทางธุรกิจเกิดขึ้นจากการที่บริษัทตัดสินใจการลงทุนใน
สินทรัพย์ถาวร กล่าวคือถ้ากิจการใดมีการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรจำนวนมาก ผลที่ตามมาคือจะทำให้กิจการนั้นมีรายการค่าเสื่อมราคา
ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายคงที่จำนวนมาก ในทางตรงกันข้าม
หากกิจการมีการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรน้อย
รายการค่าเสื่อมราคาซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายคงที่ก็จะน้อยตามไปด้วย
ซึ่งการที่กิจการมีต้นทุนคงที่จำนวนมาก เมื่อยอดขายไม่เป็นไปตามที่คาด
แต่ภาระค่าใช้จ่ายยังคงที่เท่าเดิม
ก็จะทำให้กำไรของกิจการติดลบอย่างมากในปีที่ยอดขายลดลง
ซึ่งจะส่งผลให้ผลตอบแทนที่นักลงทุนคาดว่าจะได้รับจากการลงทุนลดลงไปด้วย
2. ความเสี่ยงทางการเงิน
เป็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการที่กิจการสร้างภาระผูกพันทางการเงินไว้ เช่น
การก่อหนี้ถ้ากิจการใดมีการก่อหนี้จำนวนมาก กิจการนั้นก็จะมีภาระการจ่ายดอกเบี้ย
ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายคงที่จำนวนมาก หากกิจการไม่สามารถทำกำไรได้ตามเป้าที่วางไว้
กำไรของกิจการก็จะไม่เพียงพอที่จะจ่ายดอกเบี้ยได้
เมื่อกิจการไม่สามารถจ่ายดอกเบี้ยตามภาระผูกพันได้
ก็ทำให้บริษัทมีความเสี่ยงที่อาจจะถูกฟ้องร้องดำเนินคดีได้ (หุ้นสามัญ,” ม.ป.ป.)
ข้อดีของการจัดหาเงินทุนโดยการออกหุ้นสามัญ
1. ไม่มีกำหนดระยะเวลาไถ่ถอน จึงทำให้บริษัทมีความคล่องตัว
ไม่ต้องจัดสรรเงินทุนจำนวนหนึ่งเพื่อไถ่ถอน
2. จำหน่ายง่าย เพราะมีอัตราตอบแทนสูงกว่าหุ้นบุริมสิทธิ
และหุ้นกู้
3. เงินปันผลหรือผลตอบแทนที่จ่ายให้ผู้ถือหุ้นไม่ถือเป็นรายจ่ายประจำของบริษัท
ซึ่งแตกต่างจากดอกเบี้ยจ่ายของหุ้นกู้
4. เป็นเงินทุนที่ถือเป็นเกราะป้องกันเจ้าหนี้
เพราะเงินทุนส่วนของผู้ถือหุ้นสามัญจะรับภาระความ เสี่ยงทางการเงินของธุรกิจให้กับเจ้าหนี้
ข้อเสียของการจัดหาเงินทุนโดยการออกหุ้นสามัญ
1. การออกหุ้นสามัญเพิ่ม จะทำให้อำนาจในการบริหารและควบคุมบริษัทของผู้ถือหุ้นเดิมต้องกระจายไป
2. การออกหุ้นสามัญเพิ่ม ทำให้กำไรต่อหุ้นลดลง เป็นผลให้ราคาตลาดของหุ้นสามัญลดลง
3. ค่าใช้จ่ายในการออกหุ้นสามัญสูงกว่าหุ้นบุริมสิทธิและหุ้นกู้
4. อัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้นสามัญสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยจ่ายหุ้นกู้
5. เงินปันผลจ่ายหุ้นสามัญไม่ถือเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษี
(“หุ้นสามัญ,” 2555)




5.6 การจัดหาเงินทุนระยะยาว
ตอบลบแหล่งเงินทุน คือ เงินลงทุนที่หามาเพื่อใช้สำหรับการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร การจัดหารายได้ของธุรกิจจะมีมูลเหตุของเงินลงทุน 2 ลักษณะเป็นแหล่งเงินทุนที่ได้จากเจ้าของกิจการ ดังเช่นว่า เจ้าของธุรกิจชนิดธุรกิจผู้เดียวเป็นแหล่งเงินทุนที่ได้จากหน่วยงาน หรือสถาบันการเงินอื่นๆที่ให้บริการแก่ธุรกิจต่างๆดังเช่น แบงค์ไทยการค้าขาย
เงินกู้ระยะยาวโดยความหมายแล้วคือ เงินกู้ที่มีระยะเวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป วัตถุประสงค์โดยส่วนใหญ่แล้ว เพื่อใช้ในการจัดหาสินทรัพย์ระยะยาว หรือสินทรัพย์ถาวร เช่น อาคาร โรงงาน เครื่องจักร เป็นต้น
นางสาวชนิตา หวังสุข เลขที่ 14 กลุ่มเรียนจันทร์-เช้า
ความหมายของหุ้นบุริมสิทธิ
ตอบลบหุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock) เป็นตราสารประเภททุนชนิดหนึ่งที่มีลักษณะกึ่งหนี้และกึ่งเจ้าของลักษณะที่คล้ายหนี้สิน คือ เงินปันผลของหุ้นบุริมสิทธิเป็นอัตราตายตัวและถือเป็นค่าใช้จ่ายคงที่ของบริษัทแม้ว่าบริษัทอาจงดจ่ายเงินปันผลในปีที่ไม่มีกำไรหรือภาวะทางการเงินไม่อำนวย ส่วนลักษณะที่คล้ายเจ้าของ คือ ในกรณีที่บริษัทเลิกกิจการ ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิเรียกร้องในสินทรัพย์ของบริษัทภายหลังเจ้าหนี้แต่ก่อนหุ้นสามัญ แต่ถ้าไม่มีสินทรัพย์เหลือหลังการชำระคืนเจ้าหนี้แล้ว ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิก็จะไม่ได้รับทุนคืนเช่นเดียวกับหุ้นสามัญ
นางสาวสุพรรษา เวียงวัฒนชัย เลขที่ 13 กลุ่มวันจันทร์-เช้า
การจัดหาเงินทุนระยะยาว
ตอบลบแหล่งเงินทุน คือ เงินลงทุนที่หามาเพื่อใช้สำหรับการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร การจัดหารายได้ของธุรกิจจะมีมูลเหตุของเงินลงทุน 2 ลักษณะเป็นแหล่งเงินทุนที่ได้จากเจ้าของกิจการ ดังเช่นว่า เจ้าของธุรกิจชนิดธุรกิจผู้เดียวเป็นแหล่งเงินทุนที่ได้จากหน่วยงาน หรือสถาบันการเงินอื่นๆที่ให้บริการแก่ธุรกิจต่างๆดังเช่น แบงค์ไทยการค้าขาย (“แหล่งเงินทุน,” 2561)
เงินกู้ระยะยาวโดยความหมายแล้วคือ เงินกู้ที่มีระยะเวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป วัตถุประสงค์โดยส่วนใหญ่แล้ว เพื่อใช้ในการจัดหาสินทรัพย์ระยะยาว หรือสินทรัพย์ถาวร เช่น อาคาร โรงงาน เครื่องจักร เป็นต้น
นางสาวเพ็ญนิภา ต้นทอง เลขที่11 กลุ่มจันทร์-เช้า
ความคิดเห็นนี้ถูกผู้เขียนลบ
ตอบลบการจัดหาเงินทุนระยะยาว
ตอบลบแหล่งเงินทุน คือ เงินลงทุนที่หามาเพื่อใช้สำหรับการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร การจัดหารายได้ของธุรกิจจะมีมูลเหตุของเงินลงทุน 2 ลักษณะเป็นแหล่งเงินทุนที่ได้จากเจ้าของกิจการ ดังเช่นว่า เจ้าของธุรกิจชนิดธุรกิจผู้เดียวเป็นแหล่งเงินทุนที่ได้จากหน่วยงาน หรือสถาบันการเงินอื่นๆที่ให้บริการแก่ธุรกิจต่างๆดังเช่น แบงค์ไทยการค้าขาย (“แหล่งเงินทุน,” 2561)
- แหล่งเงินทุนภายในและแหล่งเงินทุนภายนอก
- พันธบัตรและหุ้นกู้
- หุ้นบุริมสิทธิ
- หุ้นสามัญ
นางสาวปิยะเนตร เอ็นยอด เลขที่ 29 กลุ่มเรียนจันทร์เช้า
5.6 การจัดหาเงินทุนระยะยาว
ตอบลบแหล่งเงินทุน คือ เงินลงทุนที่หามาเพื่อใช้สำหรับการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร การจัดหารายได้ของธุรกิจจะมีมูลเหตุของเงินลงทุน 2 ลักษณะเป็นแหล่งเงินทุนที่ได้จากเจ้าของกิจการ
แหล่งเงินทุนภายในและแหล่งเงินทุนภายนอก
1. แหล่งเงินทุนภายในกิจการ (Internal Sources) คือ เงินทุนระยะยาวที่ได้รับจากผลการดำเนินงานในรอบระยะเวลาหนึ่ง
2. แหล่งเงินทุนภายนอกกิจการ (External Sources) คือ แหล่งเงินทุนที่ได้จากการก่อหนี้ระยะยาวหรือการออกหลักทรัพย์ระยะยาวจำหน่ายให้กับผู้ลงทุน
นางสาว สุนทรี ล้อมนาค เลขที่35 กลุ่มเรียนวันจันทร์-เช้า
แหล่งเงินทุน คือ เงินลงทุนที่หามาเพื่อใช้สำหรับการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร การจัดหารายได้ของธุรกิจจะมีมูลเหตุของเงินลงทุน 2 ลักษณะเป็นแหล่งเงินทุนที่ได้จากเจ้าของกิจการ ดังเช่นว่า เจ้าของธุรกิจชนิดธุรกิจผู้เดียวเป็นแหล่งเงินทุนที่ได้จากหน่วยงาน หรือสถาบันการเงินอื่นๆที่ให้บริการแก่ธุรกิจต่างๆดังเช่น แบงค์ไทยการค้าขาย (“แหล่งเงินทุน,” 2561)
ตอบลบเงินกู้ระยะยาวโดยความหมายแล้วคือ เงินกู้ที่มีระยะเวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป วัตถุประสงค์โดยส่วนใหญ่แล้ว เพื่อใช้ในการจัดหาสินทรัพย์ระยะยาว หรือสินทรัพย์ถาวร เช่น อาคาร โรงงาน เครื่องจักร เป็นต้น
แหล่งเงินทุนภายในและแหล่งเงินทุนภายนอก
1. แหล่งเงินทุนภายในกิจการ (Internal Sources) คือ เงินทุนระยะยาวที่ได้รับจากผลการดำเนินงานในรอบระยะเวลาหนึ่ง
2. แหล่งเงินทุนภายนอกกิจการ (External Sources) คือ แหล่งเงินทุนที่ได้จากการก่อหนี้ระยะยาวหรือการออกหลักทรัพย์ระยะยาวจำหน่ายให้กับผู้ลงทุน
นางสาวปวีณา ศาลางาม เลขที่24 กลุ่มเรียนวันจันทร์เช้า
การจัดหาเงินทุนระยะยาว
ตอบลบแหล่งเงินทุน คือ เงินลงทุนที่หามาเพื่อใช้สำหรับการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร การจัดหารายได้ของธุรกิจจะมีมูลเหตุของเงินลงทุน 2 ลักษณะเป็นแหล่งเงินทุนที่ได้จากเจ้าของกิจการ ดังเช่นว่า เจ้าของธุรกิจชนิดธุรกิจผู้เดียวเป็นแหล่งเงินทุนที่ได้จากหน่วยงาน หรือสถาบันการเงินอื่นๆที่ให้บริการแก่ธุรกิจต่างๆดังเช่น แบงค์ไทยการค้าขาย
แหล่งเงินทุนภายในและแหล่งเงินทุนภายนอก
1. แหล่งเงินทุนภายในกิจการ (Internal Sources) คือ เงินทุนระยะยาวที่ได้รับจากผลการดำเนินงานในรอบระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งจะมีจำนวนเงินทุนระยะยาวมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความสามารถในการดำเนินงาน แหล่งในทุนกิจการสามารถจัดหาได้จาก 3 แหล่ง คือ กำไรสุทธิ กำไรสะสม และ ค่าเสื่อมราคา
2. แหล่งเงินทุนภายนอกกิจการ (External Sources) คือ แหล่งเงินทุนที่ได้จากการก่อหนี้ระยะยาวหรือการออกหลักทรัพย์ระยะยาวจำหน่ายให้กับผู้ลงทุน หรือผู้ที่สนใจโดยทั่วไปในตลาดทุน แหล่งเงินทุนภายนอกกิจการประกอบด้วย เงินกู้ยืมระยะยาว หุ้นสามัญระยะยาว และ หุ้นบุริมสิทธิ
(นางสาวจริดา บุญภา เลขที่ 10 กลุ่มเรียนวันจันทร์ – เช้า)
การจัดหาเงินทุนระยะยาว
ตอบลบแหล่งเงินทุน คือ เงินลงทุนที่หามาเพื่อใช้สำหรับการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร การจัดหารายได้ของธุรกิจจะมีมูลเหตุของเงินลงทุน 2 ลักษณะเป็นแหล่งเงินทุนที่ได้จากเจ้าของกิจการ ดังเช่นว่า เจ้าของธุรกิจชนิดธุรกิจผู้เดียวเป็นแหล่งเงินทุนที่ได้จากหน่วยงาน หรือสถาบันการเงินอื่นๆที่ให้บริการแก่ธุรกิจต่างๆดังเช่น แบงค์ไทยการค้าขาย (“แหล่งเงินทุน,” 2561)
เงินกู้ระยะยาวโดยความหมายแล้วคือ เงินกู้ที่มีระยะเวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป วัตถุประสงค์โดยส่วนใหญ่แล้ว เพื่อใช้ในการจัดหาสินทรัพย์ระยะยาว หรือสินทรัพย์ถาวร เช่น อาคาร โรงงาน เครื่องจักร เป็นต้น
นางสาวกัญญารัตน์ ศรีคุณ เลขที่1 กลุ่มเรียนวันจันทร์-เช้า
เงินกู้ระยะยาวโดยความหมายแล้วคือ เงินกู้ที่มีระยะเวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป วัตถุประสงค์โดยส่วนใหญ่แล้ว เพื่อใช้ในการจัดหาสินทรัพย์ระยะยาว หรือสินทรัพย์ถาวร เช่น อาคารสำนักงาน โรงงาน เครื่องจักร เป็นต้น
ตอบลบการจัดหาเงินทุนระยะยาวแบ่งออกเป็น 2 แหล่ง ได้แก่
1. การจัดหาเงินทุนระยะยาว จากภายในกิจการ
2. การจัดหาเงินทุนระยะยาว จากภายนอกกิจการ
น.ส.นภัสวรรณ พิศเพ็ง เลขที่22 กลุ่มเรียน จันทร์เช้า
แหล่งเงินทุน คือ เงินลงทุนที่หามาเพื่อใช้สำหรับการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร การจัดหารายได้ของธุรกิจจะมีมูลเหตุของเงินลงทุน 2 ลักษณะ
ตอบลบ1. แหล่งเงินทุนภายในกิจการ (Internal Sources) คือ เงินทุนระยะยาวที่ได้รับจากผลการดำเนินงานในรอบระยะเวลาหนึ่ง
2. แหล่งเงินทุนภายนอกกิจการ (External Sources) คือ แหล่งเงินทุนที่ได้จากการก่อหนี้ระยะยาวหรือการออกหลักทรัพย์ระยะยาวจำหน่ายให้กับผู้ลงทุน
น.ส.อัจฉราภรณ์ จองอยู่ เลขที่19 กลุ่มเรียนจันทร์-เช้า
แหล่งเงินทุน คือ เงินลงทุนที่หามาเพื่อใช้สำหรับการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร การจัดหารายได้ของธุรกิจจะมีมูลเหตุของเงินลงทุน 2 ลักษณะเป็นแหล่งเงินทุนที่ได้จากเจ้าของกิจการ ดังเช่นว่า เจ้าของธุรกิจชนิดธุรกิจผู้เดียวเป็นแหล่งเงินทุนที่ได้จากหน่วยงาน หรือสถาบันการเงินอื่นๆที่ให้บริการแก่ธุรกิจต่างๆดังเช่น แบงค์ไทยการค้าขาย (“แหล่งเงินทุน,” 2561)
ตอบลบเงินกู้ระยะยาวโดยความหมายแล้วคือ เงินกู้ที่มีระยะเวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป วัตถุประสงค์โดยส่วนใหญ่แล้ว เพื่อใช้ในการจัดหาสินทรัพย์ระยะยาว หรือสินทรัพย์ถาวร เช่น อาคาร โรงงาน เครื่องจักร เป็นต้น
นายนิกร เสาแบน เลขที่34 กลุ่มเรียนจันทร์-เช้า
ตอบลบแหล่งเงินทุน คือ เงินลงทุนที่หามาเพื่อใช้สำหรับการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร การจัดหารายได้ของธุรกิจจะมีมูลเหตุของเงินลงทุน 2 ลักษณะ
1. แหล่งเงินทุนภายในกิจการ (Internal Sources) คือ เงินทุนระยะยาวที่ได้รับจากผลการดำเนินงานในรอบระยะเวลาหนึ่ง
2. แหล่งเงินทุนภายนอกกิจการ (External Sources) คือ แหล่งเงินทุนที่ได้จากการก่อหนี้ระยะยาวหรือการออกหลักทรัพย์ระยะยาวจำหน่ายให้กับผู้ลงทุน
พลอยพัชรินทร์ นามเวช เลขที่25 กลุ่มเรียนวันจันทร์-เช้า
แหล่งเงินทุน คือ เงินลงทุนที่หามาเพื่อใช้สำหรับการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร การจัดหารายได้ของธุรกิจจะมีมูลเหตุของเงินลงทุน 2 ลักษณะเป็นแหล่งเงินทุนที่ได้จากเจ้าของกิจการ ดังเช่นว่า เจ้าของธุรกิจชนิดธุรกิจผู้เดียวเป็นแหล่งเงินทุนที่ได้จากหน่วยงาน หรือสถาบันการเงินอื่นๆที่ให้บริการแก่ธุรกิจต่างๆดังเช่น แบงค์ไทยการค้าขาย
ตอบลบเงินกู้ระยะยาวโดยความหมายแล้วคือ เงินกู้ที่มีระยะเวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป วัตถุประสงค์โดยส่วนใหญ่แล้ว เพื่อใช้ในการจัดหาสินทรัพย์ระยะยาว หรือสินทรัพย์ถาวร เช่น อาคาร โรงงาน เครื่องจักร เป็นต้นยาว
แหล่งเงินทุนภายในกิจการ (Internal Sources) คือ เงินทุนระยะยาวที่ได้รับจากผลการดำเนินงานในรอบระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งจะมีจำนวนเงินทุนระยะยาวมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความสามารถในการดำเนินงาน
แหล่งเงินทุนภายนอกกิจการ (External Sources) คือ แหล่งเงินทุนที่ได้จากการก่อหนี้ระยะยาวหรือการออกหลักทรัพย์ระยะยาวจำหน่ายให้กับผู้ลงทุน หรือผู้ที่สนใจโดยทั่วไปในตลาดทุน แหล่งเงินทุนภายนอกกิจการ
พันธบัตร คือ ตราสารทางการเงินรูปแบบหนึ่งที่ออกโดยรัฐบาล รัฐวิสาหกิจ และ สถาบันการเงินที่มีกฎหมายจัดตั้งขึ้นมา จุดประสงค์ในการออกพันธบัตรก็เพื่อระดมเงินทุนจากนักลงทุนสถาบันและประชาชน ทั่วไป โดยถือว่าผู้ออกพันธบัตรนั้นมีฐานะเป็นลูกหนี้ที่จะต้องมีภาระในการจ่ายคืนหนี้ให้กับผู้ถือพันธบัตรซึ่งมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ของผู้ออกพันธบัตรต่อไปในอนาคต โดยที่จำนวนเงินที่ต้องจ่ายคืน ระยะเวลา และ อัตราผลตอบแทน ขึ้นกับสัญญาที่ได้กำหนดเอาไว้
หุ้นกู้ คือ ตราสารที่จ่ายผลตอบแทนแน่นอนประเภทหนึ่งที่ออกโดยธุรกิจต่างๆ เพื่อระดมทุนไปลงทุนในสินทรัพย์ประเภททุน เช่น โรงงาน อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องจักร หรือเพื่อเป็นทุนหมุนเวียน หุ้นกู้ทุกประเภทจะต้องมีการกำหนดเงื่อนไขหรือที่เรียกว่ายข้อกำหนดของหุ้นกู้ (Indenture) ซึ่งเป็นข้อตกลงตามกฎหมายที่ระบุภาระผูกพันของผู้ออกหุ้นกู้ที่มีต่อผู้ลงทุน การแบ่งประเภทของหุ้นกู้อาจทำได้หลายวิธีทั้งนี้แล้วแต่จะใช้หลักการใดในการแบ่ง อาทิเช่น แบ่งตามอันดับความน่าเชื่อถือ ซึ่งจัดทำโดยสถาบันการจัดอันดับความน่าเชื่อถือโดยดูจากโอกาสที่ผู้ออกหุ้นกู้จะไม่สามารถชำระหนี้ได้
นางสาวสุพิชฌาย์ บุญเลิศ เลขที่ 41 กลุ่มเรียนวันจันทร์-เช้า
การจัดหาเงินทุนระยะยาว
ตอบลบเงินกู้ระยะยาวโดยความหมายแล้วคือ เงินกู้ที่มีระยะเวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป วัตถุประสงค์โดยส่วนใหญ่แล้ว เพื่อใช้ในการจัดหาสินทรัพย์ระยะยาว หรือสินทรัพย์ถาวร เช่น อาคารสำนักงาน โรงงาน เครื่องจักร เป็นต้น
การจัดหาเงินทุนระยะยาวแบ่งออกเป็น 2 แหล่ง ได้แก่
1. การจัดหาเงินทุนระยะยาว จากภายในกิจการ
2. การจัดหาเงินทุนระยะยาว จากภายนอกกิจการ
การจัดหาเงินทุนระยะยาวจากแหล่งเงินทุนภายในกิจการ ( Internal Long - Term Financing ) ได้แก่
1.ค่าเสื่อมราคา
2.กำไรสะสม
การจัดหาเงินทุนระยะยาวจากแหล่งเงินทุนภายนอกกิจการ ( External Long - Term Financing ) ได้แก่
1.สถาบันการเงิน
1.1 สถาบันการเงิน เช่น ธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุน
1.2 สถาบันการเงินเฉพาะประเภท เช่น บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
1.3 บริษัทประกันชีวิตและประกันภัย
2.ออกหุ้นหลักทรัพย์ จำหน่ายแก่บุคคลทั่วไป เช่น หุ้นกู้ พันธบัตร หุ้นบุริมสิทธฺ์ หุ้นสามัญ
นางสาวณัฏฐนิชา วรรณบุตร เลขที่27 จันทร์-เช้า
แหล่งเงินทุน คือ เงินลงทุนที่หามาเพื่อใช้สำหรับการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร การจัดหารายได้ของธุรกิจจะมีมูลเหตุของเงินลงทุน 2 ลักษณะ
ตอบลบ1. แหล่งเงินทุนภายในกิจการ (Internal Sources) คือ เงินทุนระยะยาวที่ได้รับจากผลการดำเนินงานในรอบระยะเวลาหนึ่ง ได้แก่ กำไรสุทธิ กำไรสะสม ค่าเสื่อมราคา เป็นต้น
2. แหล่งเงินทุนภายนอกกิจการ (External Sources) คือ แหล่งเงินทุนที่ได้จากการก่อหนี้ระยะยาวหรือการออกหลักทรัพย์ระยะยาวจำหน่ายให้กับผู้ลงทุน ได้แก่ เงินกู้ยืมระยะยาว หุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ สิทธิในการออกเสียง เป็นต้น
พันธบัตร (Bond)ตราสารทางการเงินรูปแบบหนึ่งที่ออกโดยรัฐบาล รัฐวิสาหกิจ และ สถาบันการเงินที่มีกฎหมายจัดตั้งขึ้นมา
ชนิดของพันธบัตร 1. พันธบัตรรัฐบาล (Government Bond) 2. พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ (State-Owned Enterprise Bonds
หุ้นกู้ คือ ตราสารที่จ่ายผลตอบแทนแน่นอนประเภทหนึ่งที่ออกโดยธุรกิจต่างๆ เช่น หุ้นกู้มีประกัน หุ้นกู้ไม่มีประกัน หุ้นกู้ด้อยสิทธิ หุ้นกู้รายได้ หุ้นกู้แปลงสภาพ
หุ้นบุริมสิทธิ คือ ตราสารประเภททุนชนิดหนึ่งที่มีลักษณะกึ่งหนี้และกึ่งเจ้าคล้ายหนี้สิน ได้แก่ หุ้นบุริมสิทธิชนิดสะสม หุ้นบุริมสิทธิชนิดไม่สะสม หุ้นบุริมสิทธิชนิดร่วมรับ
หุ้นสามัญ คือ บางคนก็เรียกว่าหุ้นทุน คือ ตราสารทุนที่บ่งบอกถึงการมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของบริษัท
นางสาวมยุรี ศรีชัย เลขที่ 32 กลุ่มมเรียนวันจันทร์-เช้า
ตอบลบข้อเสียของการจัดหาเงินทุนโดยการออกหุ้นสามัญ
1. การออกหุ้นสามัญเพิ่ม จะทำให้อำนาจในการบริหารและควบคุมบริษัทของผู้ถือหุ้นเดิมต้องกระจายไป
2. การออกหุ้นสามัญเพิ่ม ทำให้กำไรต่อหุ้นลดลง เป็นผลให้ราคาตลาดของหุ้นสามัญลดลง
3. ค่าใช้จ่ายในการออกหุ้นสามัญสูงกว่าหุ้นบุริมสิทธิและหุ้นกู้
4. อัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้นสามัญสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยจ่ายหุ้นกู้
5. เงินปันผลจ่ายหุ้นสามัญไม่ถือเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษี
นางสาวอรุณรุ่ง เมืองนาเลขที่21 กลุ่มเรียนจันทร์-เช้า
การจัดหาเงินทุนระยะยาว
ตอบลบแหล่งเงินทุน คือ เงินลงทุนที่หามาเพื่อใช้สำหรับการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร การจัดหารายได้ของธุรกิจจะมีมูลเหตุของเงินลงทุน 2 ลักษณะเป็นแหล่งเงินทุนที่ได้จากเจ้าของกิจการ ดังเช่นว่า เจ้าของธุรกิจชนิดธุรกิจผู้เดียวเป็นแหล่งเงินทุนที่ได้จากหน่วยงาน หรือสถาบันการเงินอื่นๆที่ให้บริการแก่ธุรกิจต่างๆดังเช่น แบงค์ไทยการค้าขาย
แหล่งเงินทุนภายในและแหล่งเงินทุนภายนอก
1. แหล่งเงินทุนภายในกิจการ (Internal Sources) คือ เงินทุนระยะยาวที่ได้รับจากผลการดำเนินงานในรอบระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งจะมีจำนวนเงินทุนระยะยาวมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความสามารถในการดำเนินงาน แหล่งในทุนกิจการสามารถจัดหาได้จาก 3 แหล่ง คือ กำไรสุทธิ กำไรสะสม และ ค่าเสื่อมราคา
2. แหล่งเงินทุนภายนอกกิจการ (External Sources) คือ แหล่งเงินทุนที่ได้จากการก่อหนี้ระยะยาวหรือการออกหลักทรัพย์ระยะยาวจำหน่ายให้กับผู้ลงทุน หรือผู้ที่สนใจโดยทั่วไปในตลาดทุน แหล่งเงินทุนภายนอกกิจการประกอบด้วย เงินกู้ยืมระยะยาว หุ้นสามัญระยะยาว และ หุ้นบุริมสิทธิ
นางสาวกรรณิภา เพิ่มทรัพย์ เลขที่ 1 จันทร์-เช้า
การหาแหล่งเงินทุนเพื่อมาใช้ในธุรกิจทำให้สามารถดำเนินงานได้คล่องการหาแหล่งเงินทุนมี 2 แบ่ง 1 แหล่งเงินทุนภายใน 2 แหล่งเงินทุนภายนอกพทธบาทคือเงินรูปแบบหนึ่งที่ออกโดยรัฐวิสหกิจโดยเงินที่จ่ายคืนระยะเวลาและอัตราผลตอบแทนขึ้นอยู่กับสัญญาที่กำหนดไว้
ตอบลบนางสาวอมรรัตน์ เรืองสุขสุด เลขที่20 กลุ่มเรียนจันทร์เช้า
แหล่งเงินทุน คือ เงินลงทุนที่หามาเพื่อใช้สำหรับการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร การจัดหารายได้ของธุรกิจจะมีมูลเหตุของเงินลงทุน 2 ลักษณะ
ตอบลบ1. แหล่งเงินทุนภายในกิจการ (Internal Sources) คือ เงินทุนระยะยาวที่ได้รับจากผลการดำเนินงานในรอบระยะเวลาหนึ่ง ได้แก่ กำไรสุทธิ กำไรสะสม ค่าเสื่อมราคา เป็นต้น
2. แหล่งเงินทุนภายนอกกิจการ (External Sources) คือ แหล่งเงินทุนที่ได้จากการก่อหนี้ระยะยาวหรือการออกหลักทรัพย์ระยะยาวจำหน่ายให้กับผู้ลงทุน ได้แก่ เงินกู้ยืมระยะยาว หุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ สิทธิในการออกเสียง เป็นต้น
พันธบัตร (Bond)ตราสารทางการเงินรูปแบบหนึ่งที่ออกโดยรัฐบาล รัฐวิสาหกิจ และ สถาบันการเงินที่มีกฎหมายจัดตั้งขึ้นมา
ชนิดของพันธบัตร 1. พันธบัตรรัฐบาล (Government Bond) 2. พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ (State-Owned Enterprise Bonds
หุ้นกู้ คือ ตราสารที่จ่ายผลตอบแทนแน่นอนประเภทหนึ่งที่ออกโดยธุรกิจต่างๆ เช่น หุ้นกู้มีประกัน หุ้นกู้ไม่มีประกัน หุ้นกู้ด้อยสิทธิ หุ้นกู้รายได้ หุ้นกู้แปลงสภาพ
หุ้นบุริมสิทธิ คือ ตราสารประเภททุนชนิดหนึ่งที่มีลักษณะกึ่งหนี้และกึ่งเจ้าคล้ายหนี้สิน ได้แก่ หุ้นบุริมสิทธิชนิดสะสม หุ้นบุริมสิทธิชนิดไม่สะสม หุ้นบุริมสิทธิชนิดร่วมรับ
หุ้นสามัญ คือ บางคนก็เรียกว่าหุ้นทุน คือ ตราสารทุนที่บ่งบอกถึงการมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของบริษัท
นางสาวแววพลอย คงชนะ เลขที่4 จันทร์เช้า
แหล่งเงินทุน คือ เงินลงทุนที่หามาเพื่อใช้สำหรับการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร การจัดหารายได้ของธุรกิจจะมีมูลเหตุของเงินลงทุน 2 ลักษณะเป็นแหล่งเงินทุนที่ได้จากเจ้าของกิจการ ดังเช่นว่า เจ้าของธุรกิจชนิดธุรกิจผู้เดียวเป็นแหล่งเงินทุนที่ได้จากหน่วยงาน
ตอบลบพันธบัตร (Bond)
พันธบัตร คือ ตราสารทางการเงินรูปแบบหนึ่งที่ออกโดยรัฐบาล รัฐวิสาหกิจ และ สถาบันการเงินที่มีกฎหมายจัดตั้งขึ้นมา จุดประสงค์ในการออกพันธบัตรก็เพื่อระดมเงินทุนจากนักลงทุนสถาบันและประชาชน ทั่วไป โดยถือว่าผู้ออกพันธบัตรนั้นมีฐานะเป็นลูกหนี้ที่จะต้องมีภาระในการจ่ายคืนหนี้ให้กับผู้ถือพันธบัตรซึ่งมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ของผู้ออกพันธบัตรต่อไปในอนาคต โดยที่จำนวนเงินที่ต้องจ่ายคืน ระยะเวลา และ อัตราผลตอบแทน ขึ้นกับสัญญาที่ได้กำหนดเอาไว้
นางสาวนิภารัตน์ วังสันต์เลขที่17. กลุ่มเรียนจันทร์เช้า
5.6
ลบข้อเสียของการจัดหาเงินทุนโดยการออกหุ้นสามัญ
1. การออกหุ้นสามัญเพิ่ม จะทำให้อำนาจในการบริหารและควบคุมบริษัทของผู้ถือหุ้นเดิมต้องกระจายไป
2. การออกหุ้นสามัญเพิ่ม ทำให้กำไรต่อหุ้นลดลง เป็นผลให้ราคาตลาดของหุ้นสามัญลดลง
3. ค่าใช้จ่ายในการออกหุ้นสามัญสูงกว่าหุ้นบุริมสิทธิและหุ้นกู้
4. อัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้นสามัญสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยจ่ายหุ้นกู้
5. เงินปันผลจ่ายหุ้นสามัญไม่ถือเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษี(น.ส.วรวรรณ จันทรารักษ์ เลขที่3 )
5.6
ตอบลบข้อเสียของการจัดหาเงินทุนโดยการออกหุ้นสามัญ
1. การออกหุ้นสามัญเพิ่ม จะทำให้อำนาจในการบริหารและควบคุมบริษัทของผู้ถือหุ้นเดิมต้องกระจายไป
2. การออกหุ้นสามัญเพิ่ม ทำให้กำไรต่อหุ้นลดลง เป็นผลให้ราคาตลาดของหุ้นสามัญลดลง
3. ค่าใช้จ่ายในการออกหุ้นสามัญสูงกว่าหุ้นบุริมสิทธิและหุ้นกู้
4. อัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้นสามัญสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยจ่ายหุ้นกู้
5. เงินปันผลจ่ายหุ้นสามัญไม่ถือเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษี (นางสาวจุฑาภรณ์ หาญอาษา เลขที่2 จันทร์-เช้า)
แหล่งเงินทุน คือ เงินลงทุนที่หามาเพื่อใช้สำหรับการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร การจัดหารายได้ของธุรกิจจะมีมูลเหตุของเงินลงทุน 2 ลักษณะ
ตอบลบ1. แหล่งเงินทุนภายในกิจการ (Internal Sources) คือ เงินทุนระยะยาวที่ได้รับจากผลการดำเนินงานในรอบระยะเวลาหนึ่ง ได้แก่ กำไรสุทธิ กำไรสะสม ค่าเสื่อมราคา เป็นต้น
2. แหล่งเงินทุนภายนอกกิจการ (External Sources) คือ แหล่งเงินทุนที่ได้จากการก่อหนี้ระยะยาวหรือการออกหลักทรัพย์ระยะยาวจำหน่ายให้กับผู้ลงทุน ได้แก่ เงินกู้ยืมระยะยาว หุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ สิทธิในการออกเสียง เป็นต้น
พันธบัตร (Bond)ตราสารทางการเงินรูปแบบหนึ่งที่ออกโดยรัฐบาล รัฐวิสาหกิจ และ สถาบันการเงินที่มีกฎหมายจัดตั้งขึ้นมา
ชนิดของพันธบัตร 1. พันธบัตรรัฐบาล (Government Bond) 2. พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ (State-Owned Enterprise Bonds
หุ้นกู้ คือ ตราสารที่จ่ายผลตอบแทนแน่นอนประเภทหนึ่งที่ออกโดยธุรกิจต่างๆ เช่น หุ้นกู้มีประกัน หุ้นกู้ไม่มีประกัน หุ้นกู้ด้อยสิทธิ หุ้นกู้รายได้ หุ้นกู้แปลงสภาพ
หุ้นบุริมสิทธิ คือ ตราสารประเภททุนชนิดหนึ่งที่มีลักษณะกึ่งหนี้และกึ่งเจ้าคล้ายหนี้สิน ได้แก่ หุ้นบุริมสิทธิชนิดสะสม หุ้นบุริมสิทธิชนิดไม่สะสม หุ้นบุริมสิทธิชนิดร่วมรับ
หุ้นสามัญ คือ บางคนก็เรียกว่าหุ้นทุน คือ ตราสารทุนที่บ่งบอกถึงการมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของบริษัท
นางสาวสุณิสา สุขชิด เลขที่ 8 กลุ่มมเรียนวันจันทร์-เช้า
การจัดหาเงินทุนระยะยาวแบ่งออกเป็น 2 แหล่ง ได้แก่
ตอบลบ1. แหล่งเงินทุนภายในกิจการ (Internal Sources) คือ เงินทุนระยะยาวที่ได้รับจากผลการดำเนินงานในรอบระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งจะมีจำนวนเงินทุนระยะยาวมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความสามารถในการดำเนินงาน แหล่งในทุนกิจการสามารถจัดหาได้จาก 3 แหล่ง คือ
1.1 กำไรสุทธิ (Net Income) เป็นแหล่งเงินทุนที่ธุรกิจได้จากผลการดำเนินงานซึ่งมีรายได้มากกว่าค่าใช้จ่ายในรอบระยะเวลาหนึ่ง
1.2 กำไรสะสม (Retained Earning) เป็นแหล่งเงินทุนที่ธุรกิจดำเนินงานและมีกำไรสุทธิเกิดขึ้นในแต่ละงวดบัญชี ส่วนหนึ่งของกำไรสุทธินั้นต้องจัดสรรแบ่งคืนให้ผู้ถือหุ้นในรูปของเงินปันผล ที่เหลือนอกนั้นจะอยู่ในบัญชีกำไรสะสมของกิจการเพื่อกิจการได้ใช้ในการลงทุนต่อหรือขยายงาน
1.3 ค่าเสื่อมราคา (Depreciation) เป็นแหล่งเงินทุนระยะยาวของธุรกิจที่เกิดจากการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร และตัดจำหน่ายเงินลงทุนในแต่ละงวด เพื่อให้สอดคล้องกับการใช้งานและรายได้ที่เกิดจากการใช้สินทรัพย์ถาวรนั้นๆ ค่าเสื่อมราคาถือเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้เป็นเงินสด และนำไปหักออกจากภาษีเงินได้ ถือเป็นแหล่งเงินทุนที่ไม่มีต้นทุนของเงินทุน
2. แหล่งเงินทุนภายนอกกิจการ (External Sources) เป็นแหล่งเงินทุนที่ได้จากการก่อหนี้ระยะยาวหรือการออกหลักทรัพย์ระยะยาวจำหน่ายให้กับผู้ลงทุน หรือผู้ที่สนใจโดยทั่วไปในตลาดทุน แหล่งเงินทุนภายนอกกิจการ สามารถจัดหาได้ 4 วิธี
2.1 เงินกู้ยืมระยะยาว (Long Term Debt) เป็นการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงิน เช่น ธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินเฉพาะกิจ การกู้เงินระยะยาวมักจะออกมาในรูปของการกู้โดยมีโครงการลงทุนมาเสนอต่อธนาคารพาณิชย์ซึ่งในโครงการลงทุน จะระบุรายละเอียดต่างๆ พร้อมกับจำนวนเงินที่ต้องการและระยะเวลาในการชำระหนี้
2.2 หุ้นสามัญ (Common Stock) การออกหุ้นสามัญเป็นการจัดหาเงินทุนระยะยาวที่สำคัญแบบไม่มีกำหนดระยะเวลาการชำระคืน ผู้บริหารสามารถนำเงินทุนที่ได้นี้ไปใช้ในการดำเงินงานอย่างมีประสิทธิภาพ และมีความคล่องตัวเพราะไม่ต้องรอระยะเวลาไถ่ถอน นอกจากนั้นหุ้นสามัญยังถือเป็นหลักทรัพย์แสดงความเป็นเจ้าของธุรกิจอีกด้วย
น.ส พิจิตรา หอมเนียม เลขที่28
จันทร์-บ่าย
การจัดหาเงินทุนระยะยาว
ตอบลบแหล่งเงินทุน คือ เงินลงทุนที่หามาเพื่อใช้สำหรับการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร การจัดหารายได้ของธุรกิจจะมีมูลเหตุของเงินลงทุน 2 ลักษณะเป็นแหล่งเงินทุนที่ได้จากเจ้าของกิจการ ดังเช่นว่า เจ้าของธุรกิจชนิดธุรกิจผู้เดียวเป็นแหล่งเงินทุนที่ได้จากหน่วยงาน หรือสถาบันการเงินอื่นๆที่ให้บริการแก่ธุรกิจต่างๆดังเช่น แบงค์ไทยการค้าขายเงินกู้ระยะยาวโดยความหมายแล้วคือ เงินกู้ที่มีระยะเวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป วัตถุประสงค์โดยส่วนใหญ่แล้ว เพื่อใช้ในการจัดหาสินทรัพย์ระยะยาว หรือสินทรัพย์ถาวร เช่น อาคาร โรงงาน เครื่องจักร เป็นต้น
(นางสาวพรสวรรค์ หาสุข เลขที่36 กลุ่มเรียน วันจันทร์ เช้า)
แหล่งเงินทุน คือ เงินลงทุนที่หามาเพื่อใช้สำหรับการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร การจัดหารายได้ของธุรกิจจะมีมูลเหตุของเงินลงทุน 2 ลักษณะเป็นแหล่งเงินทุนที่ได้จากเจ้าของกิจการ ดังเช่นว่า เจ้าของธุรกิจชนิดธุรกิจผู้เดียวเป็นแหล่งเงินทุนที่ได้จากหน่วยงาน หรือสถาบันการเงินอื่นๆที่ให้บริการแก่ธุรกิจต่างๆดังเช่น แบงค์ไทยการค้าขาย
ตอบลบเงินกู้ระยะยาวโดยความหมายแล้วคือ เงินกู้ที่มีระยะเวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป วัตถุประสงค์โดยส่วนใหญ่แล้ว เพื่อใช้ในการจัดหาสินทรัพย์ระยะยาว หรือสินทรัพย์ถาวร เช่น อาคาร โรงงาน เครื่องจักร เป็นต้น
1. แหล่งเงินทุนภายในกิจการ (Internal Sources) คือ เงินทุนระยะยาวที่ได้รับจากผลการดำเนินงานในรอบระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งจะมีจำนวนเงินทุนระยะยาวมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความสามารถในการดำเนินงาน
2. แหล่งเงินทุนภายนอกกิจการ (External Sources) คือ แหล่งเงินทุนที่ได้จากการก่อหนี้ระยะยาวหรือการออกหลักทรัพย์ระยะยาวจำหน่ายให้กับผู้ลงทุน หรือผู้ที่สนใจโดยทั่วไปในตลาดทุน แหล่งเงินทุนภายนอกกิจการ
(น.ส สุกัญญา สุดฉลาด กลุ่มเรียนวันจันทร์-เช้า เลขที่ 6)
ความคิดเห็นนี้ถูกผู้เขียนลบ
ตอบลบ5.6)การจัดหาเงินทุนระยะยาว
ตอบลบแหล่งเงินทุน คือ เงินลงทุนที่หามาเพื่อใช้สำหรับการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร การจัดหารายได้ของธุรกิจจะมีมูลเหตุของเงินลงทุน 2 ลักษณะ
1. แหล่งเงินทุนภายในกิจการ
2. แหล่งเงินทุนภายนอกกิจการ
พันธบัตรและหุ้นกู้
พันธบัตร (Bond)
พันธบัตร คือ ตราสารทางการเงินรูปแบบหนึ่งที่ออกโดยรัฐบาล รัฐวิสาหกิจ และ สถาบันการเงินที่มีกฎหมายจัดตั้งขึ้นมา
ผลตอบแทนจากการถือพันธบัตร
ผลตอบแทนที่ผู้ถือตราสารได้รับนับจากวันซื้อจนถึงวันครบกำหนดไถ่ถอน ซึ่งประกอบด้วยดอกเบี้ย และผลตอบแทนจากส่วนต่างระหว่างราคาซื้อและราคาขาย ผลตอบแทนของพันธบัตรเป็นสิ่งจูงใจให้คนถือพันธบัตร ผลตอบแทนอาจแบ่งเป็น 3 ลักษณะดังนี้ 1.) ผลตอบแทนคิดเป็นตัวเงิน (nominal yield)ได้แก่จำนวนเงินจากดอกเบี้ยและผลตอบแทน อื่นๆ 2.) ผลตอบแทนในปัจจุบัน (current yield) คือดอกเบี้ยรับเทียบกับราคาพันธบัตรที่ซื้อมา ผลตอบแทนปัจจุบันอาจไม่สามารถสะท้อนถึงผลตอบแทนของพันธบัตรที่แท้จริง เพราะไม่ได้คำนึงถึงราคาซื้อและราคา ขาย และ 3.) ผลตอบแทนเมื่อครบกำหนด ( yield to maturity) เป็นผลตอบแทน ในรูปดอกเบี้ยและราคาพันธบัตรเทียบกับราคาที่ซื้อมา
อัตราดอกเบี้ย (coupon rate)
อัตราดอกเบี้ย คือ เงินที่รัฐบาลสัญญาว่าจะจ่ายให้ผู้ถือพันธบัตรเป็นระยะๆ
หุ้นกู้ (Corporate bond)
หุ้นกู้ คือ ตราสารที่จ่ายผลตอบแทนแน่นอนประเภทหนึ่งที่ออกโดยธุรกิจต่างๆ เพื่อระดมทุนไปลงทุนในสินทรัพย์ประเภททุน
ข้อดีของการลงทุนในหุ้นกู้แปลงสภาพ ผู้ลงทุนได้ทราบถึงราคาแปลงสภาพที่แน่นอน
การไถ่ถอนหุ้นกู้
การไถ่ถอนหุ้นกู้ อาจทำได้ 2 แบบ คือ ไถ่ถอนเมื่อครบกำหนดอายุของหุ้นกู้และไถ่ถอนก่อนครบกำหนดอายุ สำหรับการไถ่ถอนก่อนกำหนดนั้นทำได้หลายวิธี
ข้อเสียของการจัดหาเงินทุนโดยการออกหุ้นสามัญ
1. การออกหุ้นสามัญเพิ่ม
2. การออกหุ้นสามัญเพิ่ม
3. ค่าใช้จ่ายในการออกหุ้นสามัญสูงกว่าหุ้นบุริมสิทธิและหุ้นกู้
4. อัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้นสามัญสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยจ่ายหุ้นกู้
5. เงินปันผลจ่ายหุ้นสามัญไม่ถือเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษี
ชื่อ นิรมล พรรณา ( จันทร์-เช้า) เลขที่ 18
5.6 การจัดหาเงินทุนระยะยาว
ตอบลบแหล่งเงินทุน คือ เงินลงทุนที่หามาเพื่อใช้สำหรับการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร การจัดหารายได้ของธุรกิจจะมีมูลเหตุของเงินลงทุน 2 ลักษณะเป็นแหล่งเงินทุนที่ได้จากเจ้าของกิจการ
5.6.1 แหล่งเงินทุนภายในและแหล่งเงินทุนภายนอก
1. แหล่งเงินทุนภายในกิจการ (Internal Sources) คือ เงินทุนระยะยาวที่ได้รับจากผลการดำเนินงานในรอบระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งจะมีจำนวนเงินทุนระยะยาวมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความสามารถในการดำเนินงาน แหล่งในทุนกิจการสามารถจัดหาได้จาก 3 แหล่ง คือ
1.1 กำไรสุทธิ (Net Income)
1.2 กำไรสะสม (Retained Earning)
1.3 ค่าเสื่อมราคา (Depreciation)
2. แหล่งเงินทุนภายนอกกิจการ (External Sources) คือ แหล่งเงินทุนที่ได้จากการก่อหนี้ระยะยาวหรือการออกหลักทรัพย์ระยะยาวจำหน่ายให้กับผู้ลงทุน หรือผู้ที่สนใจโดยทั่วไปในตลาดทุน แหล่งเงินทุนภายนอกกิจการ สามารถจัดหาได้ 4 วิธี
2.1 เงินกู้ยืมระยะยาว (Long Term Debt)
2.2 หุ้นสามัญ (Common Stock)
2.3 หุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock)
5.6.2 พันธบัตรและหุ้นกู้
พันธบัตร (Bond)
พันธบัตร คือ ตราสารทางการเงินรูปแบบหนึ่งที่ออกโดยรัฐบาล รัฐวิสาหกิจ และ สถาบันการเงินที่มีกฎหมายจัดตั้งขึ้นมา จุดประสงค์ในการออกพันธบัตรก็เพื่อระดมเงินทุนจากนักลงทุนสถาบันและประชาชน ทั่วไป โดยถือว่าผู้ออกพันธบัตรนั้นมีฐานะเป็นลูกหนี้ที่จะต้องมีภาระในการจ่ายคืนหนี้ให้กับผู้ถือพันธบัตรซึ่งมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ของผู้ออกพันธบัตรต่อไปในอนาคต โดยที่จำนวนเงินที่ต้องจ่ายคืน ระยะเวลา และ อัตราผลตอบแทน ขึ้นกับสัญญาที่ได้กำหนดเอาไว้
ชนิดของพันธบัตร
1. พันธบัตรรัฐบาล (Government Bond)
2. พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ (State-Owned Enterprise Bonds)
ผลตอบแทนจากการถือพันธบัตร
ผลตอบแทนที่ผู้ถือตราสารได้รับนับจากวันซื้อจนถึงวันครบกำหนดไถ่ถอน ซึ่งประกอบด้วยดอกเบี้ย และผลตอบแทนจากส่วนต่างระหว่างราคาซื้อและราคาขาย ผลตอบแทนของพันธบัตรเป็นสิ่งจูงใจให้คนถือพันธบัตร ผลตอบแทนอาจแบ่งเป็น 3 ลักษณะดังนี้ 1.) ผลตอบแทนคิดเป็นตัวเงิน (nominal yield)ได้แก่จำนวนเงินจากดอกเบี้ยและผลตอบแทน อื่นๆ 2.) ผลตอบแทนในปัจจุบัน (current yield) คือดอกเบี้ยรับเทียบกับราคาพันธบัตรที่ซื้อมา ผลตอบแทนปัจจุบันอาจไม่สามารถสะท้อนถึงผลตอบแทนของพันธบัตรที่แท้จริง เพราะไม่ได้คำนึงถึงราคาซื้อและราคา ขาย และ 3.) ผลตอบแทนเมื่อครบกำหนด ( yield to maturity) เป็นผลตอบแทน ในรูปดอกเบี้ยและราคาพันธบัตรเทียบกับราคาที่ซื้อมา
5.6.3 หุ้นบุริมสิทธิ
ความหมายของหุ้นบุริมสิทธิ
หุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock) เป็นตราสารประเภททุนชนิดหนึ่งที่มีลักษณะกึ่งหนี้และกึ่งเจ้าของลักษณะที่คล้ายหนี้สิน คือ เงินปันผลของหุ้นบุริมสิทธิเป็นอัตราตายตัวและถือเป็นค่าใช้จ่ายคงที่ของบริษัทแม้ว่าบริษัทอาจงดจ่ายเงินปันผลในปีที่ไม่มีกำไรหรือภาวะทางการเงินไม่อำนวย ส่วนลักษณะที่คล้ายเจ้าของ คือ ในกรณีที่บริษัทเลิกกิจการ ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิเรียกร้องในสินทรัพย์ของบริษัทภายหลังเจ้าหนี้แต่ก่อนหุ้นสามัญ แต่ถ้าไม่มีสินทรัพย์เหลือหลังการชำระคืนเจ้าหนี้แล้ว ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิก็จะไม่ได้รับทุนคืนเช่นเดียวกับหุ้นสามัญ
5.6.4 หุ้นสามัญ
ความหมายหุ้นสามัญ
หุ้นสามัญ (Common Stock) บางคนก็เรียกว่าหุ้นทุน คือ ตราสารทุนที่บ่งบอกถึงการมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของบริษัท ผู้ถือครองหุ้นสามัญมีสิทธิเข้าประชุมและออกคะแนนเสียงในที่ประชุม และร่วมพิจารณาตัดสินใจปัญหาสำคัญต่าง ๆ ที่ถูกนำเข้าที่ประชุมผู้ถือหุ้น
สิทธิผลประโยชน์ที่ผู้ถือหุ้นสามัญได้รับก็คือ เงินปันผล (Dividend) จากกำไรของบริษัทตามอัตราที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นอนุมัติ ซึ่งจะได้รับหลังจากที่จ่ายปันผลให้แก่หุ้นบุริมสิทธิไปก่อนแล้วอาจมีผลประโยชน์ในรูปแบบอื่น ๆ เช่น (Capital Gain) ซึ่งไม่แน่นอนเพราะผลประโยชน์ขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงานของบริษัท ดังนั้นอาจไม่มีการจ่ายเงินปันผลเลย และ/หรือ ราคาหุ้นตกเกิดเป็น (Capital Loss) ก็เป็นไปได้ และหากบริษัทล้มละลายหรือเลิกกิจการมีการจำหน่ายทรัพย์สิน ผู้ถือหุ้นสามัญมีสิทธิที่จะได้รับแบ่งทรัพย์สินคืนตามสัดส่วนของหุ้นสามัญ ซึ่งเป็นภายหลังจากที่ได้ชำระคืนให้แก่เจ้าหนี้รวมไปถึงผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิจนครบถ้วนแล้ว จึงจัดได้ว่าผู้ถือหุ้นสามัญจะเป็นผู้มีสิทธิ์ในลำดับสุดท้ายของการได้รับส่วนที่เหลือจากการลงทุนคืน
ชื่อ นายคณิต ไชยบุตร (จันทร์-เช้า)เลขที่ 38 (กลุ่ม 5.3)
5.6 การจัดหาเงินทุนระยะยาว
ตอบลบแหล่งเงินทุน คือ เงินลงทุนที่หามาเพื่อใช้สำหรับการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร การจัดหารายได้ของธุรกิจจะมีมูลเหตุของเงินลงทุน 2 ลักษณะเป็นแหล่งเงินทุนที่ได้จากเจ้าของกิจการ
5.6.1 แหล่งเงินทุนภายในและแหล่งเงินทุนภายนอก
1. แหล่งเงินทุนภายในกิจการ (Internal Sources) คือ เงินทุนระยะยาวที่ได้รับจากผลการดำเนินงานในรอบระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งจะมีจำนวนเงินทุนระยะยาวมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความสามารถในการดำเนินงาน แหล่งในทุนกิจการสามารถจัดหาได้จาก 3 แหล่ง คือ
1.1 กำไรสุทธิ (Net Income)
1.2 กำไรสะสม (Retained Earning)
1.3 ค่าเสื่อมราคา (Depreciation)
2. แหล่งเงินทุนภายนอกกิจการ (External Sources) คือ แหล่งเงินทุนที่ได้จากการก่อหนี้ระยะยาวหรือการออกหลักทรัพย์ระยะยาวจำหน่ายให้กับผู้ลงทุน หรือผู้ที่สนใจโดยทั่วไปในตลาดทุน แหล่งเงินทุนภายนอกกิจการ สามารถจัดหาได้ 4 วิธี
2.1 เงินกู้ยืมระยะยาว (Long Term Debt)
2.2 หุ้นสามัญ (Common Stock)
2.3 หุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock)
5.6.2 พันธบัตรและหุ้นกู้
พันธบัตร (Bond)
พันธบัตร คือ ตราสารทางการเงินรูปแบบหนึ่งที่ออกโดยรัฐบาล รัฐวิสาหกิจ และ สถาบันการเงินที่มีกฎหมายจัดตั้งขึ้นมา จุดประสงค์ในการออกพันธบัตรก็เพื่อระดมเงินทุนจากนักลงทุนสถาบันและประชาชน ทั่วไป โดยถือว่าผู้ออกพันธบัตรนั้นมีฐานะเป็นลูกหนี้ที่จะต้องมีภาระในการจ่ายคืนหนี้ให้กับผู้ถือพันธบัตรซึ่งมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ของผู้ออกพันธบัตรต่อไปในอนาคต โดยที่จำนวนเงินที่ต้องจ่ายคืน ระยะเวลา และ อัตราผลตอบแทน ขึ้นกับสัญญาที่ได้กำหนดเอาไว้
ชนิดของพันธบัตร
1. พันธบัตรรัฐบาล (Government Bond)
2. พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ (State-Owned Enterprise Bonds)
ผลตอบแทนจากการถือพันธบัตร
ผลตอบแทนที่ผู้ถือตราสารได้รับนับจากวันซื้อจนถึงวันครบกำหนดไถ่ถอน ซึ่งประกอบด้วยดอกเบี้ย และผลตอบแทนจากส่วนต่างระหว่างราคาซื้อและราคาขาย ผลตอบแทนของพันธบัตรเป็นสิ่งจูงใจให้คนถือพันธบัตร ผลตอบแทนอาจแบ่งเป็น 3 ลักษณะดังนี้ 1.) ผลตอบแทนคิดเป็นตัวเงิน (nominal yield)ได้แก่จำนวนเงินจากดอกเบี้ยและผลตอบแทน อื่นๆ 2.) ผลตอบแทนในปัจจุบัน (current yield) คือดอกเบี้ยรับเทียบกับราคาพันธบัตรที่ซื้อมา ผลตอบแทนปัจจุบันอาจไม่สามารถสะท้อนถึงผลตอบแทนของพันธบัตรที่แท้จริง เพราะไม่ได้คำนึงถึงราคาซื้อและราคา ขาย และ 3.) ผลตอบแทนเมื่อครบกำหนด ( yield to maturity) เป็นผลตอบแทน ในรูปดอกเบี้ยและราคาพันธบัตรเทียบกับราคาที่ซื้อมา
5.6.3 หุ้นบุริมสิทธิ
ความหมายของหุ้นบุริมสิทธิ
หุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock) เป็นตราสารประเภททุนชนิดหนึ่งที่มีลักษณะกึ่งหนี้และกึ่งเจ้าของลักษณะที่คล้ายหนี้สิน คือ เงินปันผลของหุ้นบุริมสิทธิเป็นอัตราตายตัวและถือเป็นค่าใช้จ่ายคงที่ของบริษัทแม้ว่าบริษัทอาจงดจ่ายเงินปันผลในปีที่ไม่มีกำไรหรือภาวะทางการเงินไม่อำนวย ส่วนลักษณะที่คล้ายเจ้าของ คือ ในกรณีที่บริษัทเลิกกิจการ ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิเรียกร้องในสินทรัพย์ของบริษัทภายหลังเจ้าหนี้แต่ก่อนหุ้นสามัญ แต่ถ้าไม่มีสินทรัพย์เหลือหลังการชำระคืนเจ้าหนี้แล้ว ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิก็จะไม่ได้รับทุนคืนเช่นเดียวกับหุ้นสามัญ
5.6.4 หุ้นสามัญ
ความหมายหุ้นสามัญ
หุ้นสามัญ (Common Stock) บางคนก็เรียกว่าหุ้นทุน คือ ตราสารทุนที่บ่งบอกถึงการมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของบริษัท ผู้ถือครองหุ้นสามัญมีสิทธิเข้าประชุมและออกคะแนนเสียงในที่ประชุม และร่วมพิจารณาตัดสินใจปัญหาสำคัญต่าง ๆ ที่ถูกนำเข้าที่ประชุมผู้ถือหุ้น
สิทธิผลประโยชน์ที่ผู้ถือหุ้นสามัญได้รับก็คือ เงินปันผล (Dividend) จากกำไรของบริษัทตามอัตราที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นอนุมัติ ซึ่งจะได้รับหลังจากที่จ่ายปันผลให้แก่หุ้นบุริมสิทธิไปก่อนแล้วอาจมีผลประโยชน์ในรูปแบบอื่น ๆ เช่น (Capital Gain) ซึ่งไม่แน่นอนเพราะผลประโยชน์ขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงานของบริษัท ดังนั้นอาจไม่มีการจ่ายเงินปันผลเลย และ/หรือ ราคาหุ้นตกเกิดเป็น (Capital Loss) ก็เป็นไปได้ และหากบริษัทล้มละลายหรือเลิกกิจการมีการจำหน่ายทรัพย์สิน ผู้ถือหุ้นสามัญมีสิทธิที่จะได้รับแบ่งทรัพย์สินคืนตามสัดส่วนของหุ้นสามัญ ซึ่งเป็นภายหลังจากที่ได้ชำระคืนให้แก่เจ้าหนี้รวมไปถึงผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิจนครบถ้วนแล้ว จึงจัดได้ว่าผู้ถือหุ้นสามัญจะเป็นผู้มีสิทธิ์ในลำดับสุดท้ายของการได้รับส่วนที่เหลือจากการลงทุนคืน
ชื่อ นายกมลภพ พริ้งเพราะ เลขที่ 40 กลุ่มเรียน (จันทร์เช้า)
(การจัดหาเงินทุนระยะยาว)
ตอบลบแหล่งเงินทุน คือ เงินลงทุนที่หามาเพื่อใช้สำหรับการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร การจัดหารายได้ของธุรกิจจะมีมูลเหตุของเงินลงทุน 2 ลักษณะ
1. แหล่งเงินทุนภายในกิจการ (Internal Sources) คือ เงินทุนระยะยาวที่ได้รับจากผลการดำเนินงานในรอบระยะเวลาหนึ่ง ได้แก่ กำไรสุทธิ กำไรสะสม ค่าเสื่อมราคา เป็นต้น
2. แหล่งเงินทุนภายนอกกิจการ (External Sources) คือ แหล่งเงินทุนที่ได้จากการก่อหนี้ระยะยาวหรือการออกหลักทรัพย์ระยะยาวจำหน่ายให้กับผู้ลงทุน ได้แก่ เงินกู้ยืมระยะยาว หุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ สิทธิในการออกเสียง
ชนิดของพันธบัตร 1. พันธบัตรรัฐบาล (Government Bond) 2. พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ (State-Owned Enterprise Bonds
หุ้นกู้ คือ ตราสารที่จ่ายผลตอบแทนแน่นอนประเภทหนึ่งที่ออกโดยธุรกิจต่างๆ เช่น หุ้นกู้มีประกัน หุ้นกู้ไม่มีประกัน หุ้นกู้ด้อยสิทธิ หุ้นกู้รายได้ หุ้นกู้แปลงสภาพ
หุ้นบุริมสิทธิ คือ ตราสารประเภททุนชนิดหนึ่งที่มีลักษณะกึ่งหนี้และกึ่งเจ้าคล้ายหนี้สิน ได้แก่ หุ้นบุริมสิทธิชนิดสะสม หุ้นบุริมสิทธิชนิดไม่สะสม หุ้นบุริมสิทธิชนิดร่วมรับ
หุ้นสามัญ คือ บางคนก็เรียกว่าหุ้นทุน คือ ตราสารทุนที่บ่งบอกถึงการมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของบริษัท
นางสาวชุติมา อินทร์ชื่ เลขที่31 (จันทร์-เช้า)
5.6
ตอบลบแหล่งเงินทุน คือ เงินลงทุนที่หามาเพื่อใช้สำหรับการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร การจัดหารายได้ของธุรกิจจะมีมูลเหตุของเงินลงทุน 2 ลักษณะเป็นแหล่งเงินทุนที่ได้จากเจ้าของกิจการ ดังเช่นว่า เจ้าของธุรกิจชนิดธุรกิจผู้เดียวเป็นแหล่งเงินทุนที่ได้จากหน่วยงาน หรือสถาบันการเงินอื่นๆที่ให้บริการแก่ธุรกิจต่างๆดังเช่น แบงค์ไทยการค้าขาย
เงินกู้ระยะยาวโดยความหมายแล้วคือ เงินกู้ที่มีระยะเวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป วัตถุประสงค์โดยส่วนใหญ่แล้ว เพื่อใช้ในการจัดหาสินทรัพย์ระยะยาว หรือสินทรัพย์ถาวร เช่น อาคาร โรงงาน เครื่องจักร เป็นต้นยาว
แหล่งเงินทุนภายในกิจการ (Internal Sources) คือ เงินทุนระยะยาวที่ได้รับจากผลการดำเนินงานในรอบระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งจะมีจำนวนเงินทุนระยะยาวมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความสามารถในการดำเนินงาน
แหล่งเงินทุนภายนอกกิจการ (External Sources) คือ แหล่งเงินทุนที่ได้จากการก่อหนี้ระยะยาวหรือการออกหลักทรัพย์ระยะยาวจำหน่ายให้กับผู้ลงทุน หรือผู้ที่สนใจโดยทั่วไปในตลาดทุน แหล่งเงินทุนภายนอกกิจการ
น.ส ศิริญา สุทธิรัตน์ เลขที่ 37 (จันทร์ เช้า)
แหล่งเงินทุน คือ เงินลงทุนที่หามาเพื่อใช้สำหรับการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร การจัดหารายได้ของธุรกิจจะมีมูลเหตุของเงินลงทุน 2 ลักษณะเป็นแหล่งเงินทุนที่ได้จากเจ้าของกิจการ ดังเช่นว่า เจ้าของธุรกิจชนิดธุรกิจผู้เดียวเป็นแหล่งเงินทุนที่ได้จากหน่วยงาน หรือสถาบันการเงินอื่นๆที่ให้บริการแก่ธุรกิจต่างๆดังเช่น แบงค์ไทยการค้าขาย (“แหล่งเงินทุน,” 2561)
ตอบลบเงินกู้ระยะยาวโดยความหมายแล้วคือ เงินกู้ที่มีระยะเวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป วัตถุประสงค์โดยส่วนใหญ่แล้ว เพื่อใช้ในการจัดหาสินทรัพย์ระยะยาว หรือสินทรัพย์ถาวร เช่น อาคาร โรงงาน เครื่องจักร เป็นต้น
ศิรดา ทาทอง 30 จันทร์เช้า
การจัดหาเงินทุนระยะยาวระยะยาว
ตอบลบ1 แหล่งเงินทุนภายในและแหล่งเงินทุนภายนอกโดยทั่วไปธุรกิจสามารถจัดหาเงินทุนระยะยาวจากแหล่งสำคัญ 2 แหล่งคือ
1) แหล่งเงินทุนภายใน (Internal Sources of Funds) ได้แก่ ค่าเสื่อมราคาและกำไรสะสม
2) แหล่งเงินทุนภายนอก (External Sources of Funds) ได้แก่ การกู้ยืมหนี้สินระยะยาวจากสถาบันการเงินต่าง ๆ และการระดมเงินทุนโดยวิธีการออกหลักทรัพย์ของธุรกิจ ได้แก่ หุ้นกู้พันธบัตรหุ้นบุริมสิทธิและหุ้นสามัญโดยที่การกู้ยืมหนี้สินระยะยาว (Long-Term Debt เป็นแหล่งเงินทุนระยะยาวที่มีอายุเกิน 10 ปีเพื่อนำเงินทุนไปใช้ในโครงการลงทุนระยะยาวของกิจการ
2. พันธบัตรและหุ้นกู้หลักทรัพย์ที่ให้รายได้ประจำ (fxed-income Securities) ที่มีอายุตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป ได้แก่ ตราสารหนี้ซึ่งมีทั้งตราสารหนี้ที่รัฐบาลหรือหน่วยงานรัฐวิสาหกิจเป็นผู้ออกซึ่งเรียกว่าพันธบัตรและตราสารหนี้ที่ธุรกิจเอกชนเป็นผู้ออกซึ่ง เรียกว่า หุ้นกู้
3.หุ้นบุริมสิทธิหุ้นบุริมสิทธิหุ้น
บุริมสิทธิหุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock) เป็นตราสารทุนชนิดหนึ่งที่มีลักษณะถึงหนี้และถึงเจ้าของลักษณะที่คล้ายหนี้สินคือเงินปันผลของหุ้นบุริมสิทธิเป็นอัตราตายตัวและถือเป็นค่าใช้จ่ายคงที่ของบริษัทแม้ว่าบริษัทอาจงดจ่ายเงินปันผลในปีที่ไม่มีกำไรหรือภาวะทางการเงินไม่อำนวยส่วนลักษณะที่คล้ายเจ้าของคือในกรณีที่บริษัทเลิกกิจการผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิจะมีสิทธิเรียกร้องในสินทรัพย์ของบริษัทภายหลังเจ้าหนี้แต่ก่อนหุ้นสามัญแต่ถ้าไม่มีสินทรัพย์เหลือหลังการชำระคืนเจ้าหนี้แล้วผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิก็จะไม่ได้รับทุนคืนเช่นเดียวกับหุ้นสามัญ
4.หุ้นสามัญ
เป็นตราสารทุนที่แสดงความเป็นเจ้าของกิจการผู้ถือหุ้นการบริหารและควบคุมการดำเนินงานของกิจการและมีสิทธิได้รับผลตอบแทนในรูปเงินปันผลตามความสามารถในการทำกำไรของกิจการนั้นหุ้นสามัญไม่มีก้าหนดระยะเวลาไถ่ถอนคืนกล่าวคือจะสลายตัวไปเองเมื่อบริษัทเล็กล้มกิจการสิทธิของผู้ถือหุ้นสามัญมีดังนี้
1) สิทธิในการออกเสียงเพื่อเลือกคณะกรรมการบริหารซึ่งจะเป็นตัวแทนของผู้ถือหุ้นไปเลือกผู้บริหารของบริษัทต่อไป 1 หุ้นมีสิทธิออกเสียง 1 เสียง
2) สิทธิเหนือสินทรัพย์เนื่องจากผู้ถือหุ้นสามัญถือเป็นเจ้าของบริษัท
3) สิทธิในเงินปันผลโดยทั่วไปบริษัทอาจจ่ายเงินปันผลแก่ผู้ถือหุ้นสามัญเป็นเงินสติ Cash Dividend เป็นหุ้นสามัญ (Stock Dividend)
4) สิทธิการซื้อหุ้นสามัญออกใหม่ (Pre-emptive Right)
นางสาววิจิตรา สมเกศ เลขที่33 กลุ่มเรียนจันทร์-เช้า
น.ส.หทัยรัตน์ บุญชูงาม
ตอบลบ5.6 การจัดหาเงินทุนระยะยาว
เงินกู้ระยะยาวโดยความหมายแล้วคือ เงินกู้ที่มีระยะเวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป วัตถุประสงค์โดยส่วนใหญ่แล้ว เพื่อใช้ในการจัดหาสินทรัพย์ระยะยาว หรือสินทรัพย์ถาวร เช่น อาคารสำนักงาน โรงงาน เครื่องจักร เป็นต้น
การจัดหาเงินทุนระยะยาวแบ่งออกเป็น 2 แหล่ง ได้แก่
1. การจัดหาเงินทุนระยะยาว จากภายในกิจการ
2. การจัดหาเงินทุนระยะยาว จากภายนอกกิจการ
การจัดหาเงินทุนระยะยาวจากแหล่งเงินทุนภายในกิจการ ( Internal Long - Term Financing ) ได้แก่
ค่าเสื่อมราคา ( Depreciation ) เป็นค่าใช้จ่ายที่ตัดจากบัญชีสินทรัพย์ถาวร ตามอายุการใช้งาน แต่ไม่ได้จ่ายเป็นตัวเงินออกไปจริง เมื่อจัดทำงบกำไรขาดทุน ต้องนำค่าเสื่อมราคาไปหักออกจากกำไรเพราะถือเสมือนเป็นค่าใช้จ่ายภายในงวดบัญชีนั้น ทำให้กำไรทางบัญชีต่ำกว่ากำไรที่เป็นตัวเงิน หากต้องการทราบว่ากำไรที่เป็นตัวเงินจริงเป็นเท่าไร ให้นำค่าเสื่อมราคาในแต่ละงวดมาบวกกับกำไรทางบัญชี
กำไรสะสม ( Retained Earning ) เมื่อกิจการดำเนินงานและมีกำไรสุทธิเกิดขึ้นในแต่ละงวดบัญชี ส่วนหนึ่งของกำไรสุทธินั้นต้องจัดสรรแบ่งคืนให้ผู้ถือหุ้นในรูปของเงินปันผล ที่เหลือนอกนั้นจะอยู่ในบัญชีกำไรสะสมของกิจการเพื่อกิจการได้ใช้ในการลงทุนต่อหรือขยายงาน
แหล่งเงินทุน คือ เงินลงทุนที่หามาเพื่อใช้สำหรับการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร การจัดหารายได้ของธุรกิจจะมีมูลเหตุของเงินลงทุน 2 ลักษณะ
ตอบลบ1. แหล่งเงินทุนภายในกิจการ (Internal Sources) คือ เงินทุนระยะยาวที่ได้รับจากผลการดำเนินงานในรอบระยะเวลาหนึ่ง ได้แก่ กำไรสุทธิ กำไรสะสม ค่าเสื่อมราคา เป็นต้น
2. แหล่งเงินทุนภายนอกกิจการ (External Sources) คือ แหล่งเงินทุนที่ได้จากการก่อหนี้ระยะยาวหรือการออกหลักทรัพย์ระยะยาวจำหน่ายให้กับผู้ลงทุน ได้แก่ เงินกู้ยืมระยะยาว หุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ สิทธิในการออกเสียง
ชนิดของพันธบัตร 1. พันธบัตรรัฐบาล (Government Bond) 2. พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ (State-Owned Enterprise Bonds
หุ้นกู้ คือ ตราสารที่จ่ายผลตอบแทนแน่นอนประเภทหนึ่งที่ออกโดยธุรกิจต่างๆ เช่น หุ้นกู้มีประกัน หุ้นกู้ไม่มีประกัน หุ้นกู้ด้อยสิทธิ หุ้นกู้รายได้ หุ้นกู้แปลงสภาพ
หุ้นบุริมสิทธิ คือ ตราสารประเภททุนชนิดหนึ่งที่มีลักษณะกึ่งหนี้และกึ่งเจ้าคล้ายหนี้สิน ได้แก่ หุ้นบุริมสิทธิชนิดสะสม หุ้นบุริมสิทธิชนิดไม่สะสม หุ้นบุริมสิทธิชนิดร่วมรับ
หุ้นสามัญ คือ บางคนก็เรียกว่าหุ้นทุน คือ ตราสารทุนที่บ่งบอกถึงการมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของบริษัท
น.ส.สุวรรณี พรมทอง
เลขที่ 9 กลุ่มเรียน จันทร์-เช้า
แหล่งเงินทุน คือ เงินลงทุนที่หามาเพื่อใช้สำหรับการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร การจัดหารายได้ของธุรกิจจะมีมูลเหตุของเงินลงทุน 2 ลักษณะเป็นแหล่งเงินทุนที่ได้จากเจ้าของกิจการ ดังเช่นว่า เจ้าของธุรกิจชนิดธุรกิจผู้เดียวเป็นแหล่งเงินทุนที่ได้จากหน่วยงาน หรือสถาบันการเงินอื่นๆที่ให้บริการแก่ธุรกิจต่างๆดังเช่น แบงค์ไทยการค้าขาย
ตอบลบเงินกู้ระยะยาวโดยความหมายแล้วคือ เงินกู้ที่มีระยะเวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป วัตถุประสงค์โดยส่วนใหญ่แล้ว เพื่อใช้ในการจัดหาสินทรัพย์ระยะยาว หรือสินทรัพย์ถาวร เช่น อาคาร โรงงาน เครื่องจักร เป็นต้นยาว
แหล่งเงินทุนภายในกิจการ (Internal Sources) คือ เงินทุนระยะยาวที่ได้รับจากผลการดำเนินงานในรอบระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งจะมีจำนวนเงินทุนระยะยาวมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความสามารถในการดำเนินงาน
แหล่งเงินทุนภายนอกกิจการ (External Sources) คือ แหล่งเงินทุนที่ได้จากการก่อหนี้ระยะยาวหรือการออกหลักทรัพย์ระยะยาวจำหน่ายให้กับผู้ลงทุน หรือผู้ที่สนใจโดยทั่วไปในตลาดทุน แหล่งเงินทุนภายนอกกิจการ
นางสาวเปรมกมล เกษรชื่น เลขที่12 กลุ่มเรียนจันทร์เช้า
ตอบลบแหล่งเงินทุน คือ เงินลงทุนที่หามาเพื่อใช้สำหรับการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร การจัดหารายได้ของธุรกิจจะมีมูลเหตุของเงินลงทุน 2 ลักษณะเป็นแหล่งเงินทุนที่ได้จากเจ้าของกิจการ ดังเช่นว่า เจ้าของธุรกิจชนิดธุรกิจผู้เดียวเป็นแหล่งเงินทุนที่ได้จากหน่วยงาน หรือสถาบันการเงินอื่นๆที่ให้บริการแก่ธุรกิจต่างๆดังเช่น แบงค์ไทยการค้าขาย (“แหล่งเงินทุน,” 2561)
เงินกู้ระยะยาวโดยความหมายแล้วคือ เงินกู้ที่มีระยะเวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป วัตถุประสงค์โดยส่วนใหญ่แล้ว เพื่อใช้ในการจัดหาสินทรัพย์ระยะยาว หรือสินทรัพย์ถาวร เช่น อาคาร โรงงาน เครื่องจักร
น.สกฤษติกา เปรียบดีสุด เลขที่7