วันศุกร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2561

การจัดหาเงินทุนระยะยาว

5.6 การจัดหาเงินทุนระยะยาว

แหล่งเงินทุน คือ เงินลงทุนที่หามาเพื่อใช้สำหรับการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร การจัดหารายได้ของธุรกิจจะมีมูลเหตุของเงินลงทุน 2 ลักษณะเป็นแหล่งเงินทุนที่ได้จากเจ้าของกิจการ ดังเช่นว่า เจ้าของธุรกิจชนิดธุรกิจผู้เดียวเป็นแหล่งเงินทุนที่ได้จากหน่วยงาน หรือสถาบันการเงินอื่นๆที่ให้บริการแก่ธุรกิจต่างๆดังเช่น แบงค์ไทยการค้าขาย  (“แหล่งเงินทุน,” 2561)
เงินกู้ระยะยาวโดยความหมายแล้วคือ เงินกู้ที่มีระยะเวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป วัตถุประสงค์โดยส่วนใหญ่แล้ว เพื่อใช้ในการจัดหาสินทรัพย์ระยะยาว หรือสินทรัพย์ถาวร เช่น อาคาร โรงงาน เครื่องจักร เป็นต้น

5.6.1 แหล่งเงินทุนภายในและแหล่งเงินทุนภายนอก
1. แหล่งเงินทุนภายในกิจการ (Internal Sources) คือ เงินทุนระยะยาวที่ได้รับจากผลการดำเนินงานในรอบระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งจะมีจำนวนเงินทุนระยะยาวมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความสามารถในการดำเนินงาน แหล่งในทุนกิจการสามารถจัดหาได้จาก 3 แหล่ง คือ
1.1 กำไรสุทธิ (Net Income) เป็นแหล่งเงินทุนที่ธุรกิจได้จากผลการดำเนินงานซึ่งมีรายได้มากกว่าค่าใช้จ่ายในรอบระยะเวลาหนึ่ง
1.2 กำไรสะสม (Retained Earning) เป็นแหล่งเงินทุนที่ธุรกิจดำเนินงานและมีกำไรสุทธิเกิดขึ้นในแต่ละงวดบัญชี ส่วนหนึ่งของกำไรสุทธินั้นต้องจัดสรรแบ่งคืนให้ผู้ถือหุ้นในรูปของเงินปันผล ที่เหลือนอกนั้นจะอยู่ในบัญชีกำไรสะสมของกิจการเพื่อกิจการได้ใช้ในการลงทุนต่อหรือขยายงาน
1.3 ค่าเสื่อมราคา (Depreciation) เป็นแหล่งเงินทุนระยะยาวของธุรกิจที่เกิดจากการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร และตัดจำหน่ายเงินลงทุนในแต่ละงวด เพื่อให้สอดคล้องกับการใช้งานและรายได้ที่เกิดจากการใช้สินทรัพย์ถาวรนั้น ๆ ค่าเสื่อมราคาถือเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้เป็นเงินสด และนำไปหักออกจากภาษีเงินได้ ถือเป็นแหล่งเงินทุนที่ไม่มีต้นทุนของเงินทุน
2. แหล่งเงินทุนภายนอกกิจการ (External Sources) คือ แหล่งเงินทุนที่ได้จากการก่อหนี้ระยะยาวหรือการออกหลักทรัพย์ระยะยาวจำหน่ายให้กับผู้ลงทุน หรือผู้ที่สนใจโดยทั่วไปในตลาดทุน แหล่งเงินทุนภายนอกกิจการ สามารถจัดหาได้ 4 วิธี ดังนี้
2.1 เงินกู้ยืมระยะยาว (Long Term Debt) เป็นการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงิน เช่น ธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินเฉพาะกิจ การกู้เงินระยะยาวมักจะออกมาในรูปของการกู้โดยมีโครงการลงทุนมาเสนอต่อธนาคารพาณิชย์ซึ่งในโครงการลงทุน จะระบุรายละเอียดต่างๆ พร้อมกับจำนวนเงินที่ต้องการและระยะเวลาในการชำระหนี้
2.2 หุ้นสามัญ (Common Stock) การออกหุ้นสามัญเป็นการจัดหาเงินทุนระยะยาวที่สำคัญแบบไม่มีกำหนดระยะเวลาการชำระคืน ผู้บริหารสามารถนำเงินทุนที่ได้นี้ไปใช้ในการดำเงินงานอย่างมีประสิทธิภาพ และมีความคล่องตัวเพราะไม่ต้องรอระยะเวลาไถ่ถอน นอกจากนั้นหุ้นสามัญยังถือเป็นหลักทรัพย์แสดงความเป็นเจ้าของธุรกิจอีกด้วย หุ้นสามัญมีลักษณะสำคัญ 4 ประการ คือ
2.2.1 สิทธิการเรียกร้องในรายได้ของบริษัท  เพราะผู้ถือหุ้นมีฐานะเป็นเจ้าของบริษัทดังนั้นผู้ถือหุ้นสามัญมีสิทธิในการเรียกร้องในรายได้ของบริษัทต่อจากเจ้าหน้าหนี้และผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิรายได้ดังกล่าวจ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้นสามัญโดยตรงในรูปของเงินปันผลหรือกำไรสะสม
2.2.2 สิทธิการเรียกร้องในทรัพย์สิน เมื่อมีการเลิกกิจการสิทธิของผู้ถือหุ้นสามัญจะเกิดขึ้นต่อจากเจ้าหนี้และผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิได้รับการชำระแล้ว แต่ถ้าเกิดการล้มละลายของบริษัท ผู้ถือหุ้นสามัญจะไม่มีสิทธิในการเรียกร้องในทรัพย์สินของบริษัทแต่อย่างใด
2.2.3 สิทธิในการออกเสียง ผู้ถือหุ้นสามัญมีสิทธิในการเลือกคณะกรรมการบริหารบริษัท และยังมีสิทธิในการพิจารณาเปลี่ยนกฎ ระเบียบต่างๆ ของบริษัทอีกด้วย
2.2.4 จำกัดความรับผิดชอบ เมื่อเกิดการล้มละลายของบริษัท ผู้ถือหุ้นสามัญจะรับผิดชอบเพียงเท่ากับเงินที่ลงทุนในบริษัทเท่านั้น

ที่มา คาดหุ้นไทยวันนี้ทะยานแดนบวก รับอานิสงส์ชัดเจนการเลือกตั้ง, 2561

2.3 หุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock) หุ้นบุริมสิทธิมีลักษณะกึ่งหนี้สินและกึ่งเจ้าของ ลักษณะที่คล้ายหนี้สินคือ เงินปันผลของหุ้นบุริมสิทธิซึ่งจะเป็นอัตราที่ตายตัว และถือเป็นค่าใช้จ่ายคงที่ของบริษัท อย่างไรก็ตามในการจัดหาเงินทุนโดยการออกหุ้นบุริมสิทธิก็มีการกำหนดสิทธิของหุ้น -บุริมสิทธิเป็นพิเศษอีกดังนี้
2.3.1 สิทธิในการออกเสียง (Voting Right) โดยปกติแล้วผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิจะไม่มีสิทธิ์ในการออกเสียงเพื่อเลือกผู้บริหารของบริษัท ทั้งนี้เพราะผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิมีสิทธิ์ในสินทรัพย์หรือรายได้ของธุรกิจก่อนผู้ถือหุ้นสามัญเว้นแต่ในกรณีที่บริษัทได้กระทำอย่างใดอย่างหนึ่งที่ถือเป็นการผิดสัญญาซึ่งมีผลกระทบต่อสินทรัพย์หรือรายได้ของผู้ถือหุ้น
2.3.2 สิทธิในการแปลงสภาพ (Convertibility) เมื่อธุรกิจมีกำไรผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิจะได้รับผลตอบแทนในรูปของเงินปันผลในอัตราที่คงที่ตายตัว เพื่อเป็นการดึงดูดความสนใจในการลงทุนของผู้ถือหุ้นประเภทที่จะสามารถได้รับผลตอบแทนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากธุรกิจที่ทำกำไรได้สูงขึ้นเรื่อยๆด้วย ก็จะมีการกำหนดสิทธิในการแปลงสภาพเป็นหุ้นสามัญได้ ซึ่งเรียกหุ้นนี้ว่า "หุ้นบุริมสิทธิชนิดแปลงสภาพ" (Convertible Preferred Stock)
2.3.3 สิทธิในการเรียกหุ้นคืน (Call Provision) ลักษณะเหมือนหุ้นกู้ คือ ธุรกิจอาจมีสิทธิเรียกคืนหุ้นได้โดยมีการกำหนดราคาเรียกหุ้นคืนไว้ซึ่งเป็นราคาที่สูงกว่าราคามูลค่าส่วนที่สูงกว่านี้คือ เงินชดเชย (Premium)
2.3.4 สิทธิอื่นๆ (Others) สิทธิของหุ้นบุริมสิทธิอื่นๆ เช่น อนุญาตในการออกเสียงในกรณีที่บริษัทไม่ยอมจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ
 (“แหล่งเงินทุนระยะยาว,” 2560)

ที่มา : ภัทราธร ชูวิชิด, 2558




5.6.2 พันธบัตรและหุ้นกู้

พันธบัตร (Bond)
พันธบัตร คือ ตราสารทางการเงินรูปแบบหนึ่งที่ออกโดยรัฐบาล รัฐวิสาหกิจ และ สถาบันการเงินที่มีกฎหมายจัดตั้งขึ้นมา จุดประสงค์ในการออกพันธบัตรก็เพื่อระดมเงินทุนจากนักลงทุนสถาบันและประชาชน ทั่วไป โดยถือว่าผู้ออกพันธบัตรนั้นมีฐานะเป็นลูกหนี้ที่จะต้องมีภาระในการจ่ายคืนหนี้ให้กับผู้ถือพันธบัตรซึ่งมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ของผู้ออกพันธบัตรต่อไปในอนาคต โดยที่จำนวนเงินที่ต้องจ่ายคืน ระยะเวลา และ  อัตราผลตอบแทน ขึ้นกับสัญญาที่ได้กำหนดเอาไว้

ชนิดของพันธบัตร
1. พันธบัตรรัฐบาล (Government Bond) คือ ตราสารที่รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังเป็นผู้ออก ซึ่งสัญญาว่าจะจ่ายดอกเบี้ยพร้อมเงินต้นให้แก่ผู้ถือเมื่อครบกำหนดหรือจ่ายดอกเบี้ยเป็นงวดๆแล้วแต่จะตกลงกัน รัฐบาลจะออกพันธบัตรรัฐบาลเพื่อกู้ยืมเงินจากประชาชนและ ผู้ซื้อพันธบัตรจะมีฐานะเป็นเจ้าหนี้รัฐบาลตามกฎหมาย
การกู้เงินของรัฐบาล โดยออกเป็นพันธบัตรนั้น ได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 วัตถุประสงค์ส่วนใหญ่ก็เพื่อทำนุบำรุงประเทศ ช่วยเหลือเงินคงคลัง พันธบัตรรัฐบาลมีการออกจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ
สำหรับพันธบัตรรัฐบาลภายในประเทศเริ่มออกจำหน่ายครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. 2476 โดย กระทรวง -การคลังเป็นผู้ดำเนินการ ต่อมาใน พ.ศ. 2483 กระทรวงการคลังได้มอบให้สำนักงานธนาคารชาติไทยทำหน้าที่จัดการเกี่ยวกับพันธบัตร เมื่อได้จัดตั้งธนาคารแห่งประเทศไทยใน พ.ศ. 2485 จึงรับโอนกิจการพันธบัตรดังกล่าวมาดำเนินการต่อมาจนถึงปัจจุบัน
การออกจำหน่ายพันธบัตรแต่ละครั้งอาศัยพระราชบัญญัติจัดการกู้เงินที่ตราขึ้นใช้เป็นคราว ๆไป จนกระทั่งใน พ.ศ. 2503 รัฐบาลได้ออกพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณฉบับที่ 2 พ.ศ. 2503 แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2502 ซึ่งมีหลักเกณฑ์การกู้เงินเพื่อชดเชยงบประมาณขาดดุลประจำปี จึงไม่จำเป็นต้องออกพระราชบัญญัติให้อำนาจรัฐบาลกระทำการกู้เงินในประเทศต่างหากอีกชั้นหนึ่ง ยกเว้น โครงการกู้เงินพิเศษซึ่งมีเงื่อนไขแตกต่างไป เช่น พันธบัตรปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
ประเภทของพันธบัตรรัฐบาลไทยที่ออกจำหน่าย นับตั้งแต่แรกออกพันธบัตรรัฐบาลจำหน่ายถึงปีงบประมาณพ.ศ. 2503 ได้มีการออกพันธบัตรหลายประเภทและเรียกชื่อพันธบัตรต่างๆ กัน
1. กรณีแบ่งตามลักษณะการถือไว้ครอบครอง มี 3 ชนิด
1.1 พันธบัตรชนิดจ่ายเงินให้แก่ผู้ถือ ใครเป็นผู้ถือพันธบัตรหรือบัตรดอกเบี้ยก็จะจ่ายเงินให้แก่ผู้นั้นพันธบัตรชนิดนี้จะมีบัตรดอกเบี้ยเป็นคูปองติดกับตัวพันธบัตรและโอนกรรมสิทธิ์กันได้โดยการส่งมอบ
1.2 พันธบัตรชนิดจดบัญชีเจ้าของกรรมสิทธิ์ไม่มีพันธบัตรไว้ครอบครอง แต่จะฝากไว้กับนายทะเบียนซึ่งออกใบรับให้แก่ผู้ขอจดบัญชีมีการจ่ายดอกเบี้ยตามจดบัญชีแจ้งความจำนงไว้ คือ สั่งจ่ายเป็นเช็คหรือนำเข้าบัญชีเงินฝากที่ธนาคาร การโอนกรรมสิทธิ์ต้องทำเป็นหนังสือแจ้งต่อนายทะเบียน
1.3 พันธบัตรชนิดจดทะเบียน เป็นพันธบัตรชนิดจ่ายเงินให้แก่ผู้มีชื่อในพันธบัตรโดยไม่มีบัตรดอกเบี้ยและต้องจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ไว้ที่นายทะเบียน
การโอนกรรมสิทธิ์ในพันธบัตรจะทำได้โดยการจดทะเบียน และมีการจ่ายดอกเบี้ยตามที่ผู้ซื้อหรือผู้มีชื่อในพันธบัตรแจ้งความจำนงไว้ คือ สั่งจ่ายเป็นเช็คหรือนำเข้าบัญชีเงินฝากที่ธนาคาร อนึ่ง ในปัจจุบันรัฐบาลออกจำหน่ายพันธบัตรชนิดที่ 2 และ 3 เป็นส่วนใหญ่
2. กรณีแบ่งพันธบัตรตามลักษณะรายได้ มี 2 ชนิด
2.1 พันธบัตรชนิดจ่ายดอกเบี้ยประจำ เหมาะสำหรับผู้ซื้อที่ต้องการรายได้ประจำจากดอกเบี้ยพันธบัตรซึ่งจ่ายเป็นงวดประจำทุก 6 เดือน จนครบอายุของพันธบัตร
2.2 พันธบัตรชนิดดอกเบี้ยทบต้น เหมาะแก่ผู้ลงทุนที่ไม่ต้องการดอกเบี้ยไว้ใช้จ่ายประจำงวดแต่ต้องการสะสมเงินให้เพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆเมื่อพันธบัตรครบกำหนดไถ่ถอนจะมีราคาเพิ่มขึ้นจากราคาที่ซื้อไว้
พันธบัตรรัฐบาลต่างจากหุ้นสามัญในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่นักลงทุนส่วนใหญ่คุ้นเคย เพราะพันธบัตรจะมีอายุชัดเจนกว่าหุ้น ซึ่งจะไม่มีวันครบกำหนดจนกว่าจะมีการเลิกกิจการ โดยพันธบัตรหรือหุ้นกู้จะให้ผลตอบแทนในรูปของ "อัตราดอกเบี้ย" (Coupon Rate) ซึ่งกำหนดจ่ายเป็นรายงวด (อาจเป็นรายเดือน รายครึ่งปีหรือรายปีก็ได้ แต่ส่วนใหญ่เป็นรายครึ่งปี)
นอกจากนี้ พันธบัตรยังระบุระยะเวลา หรืออายุ (Maturity) เอาไว้แน่นอน ตัวอย่างล่าสุด ได้แก่ พันธบัตรออมทรัพย์อายุ 5 ปี ของรัฐบาลที่จำหน่ายให้แก่ประชาชนโดยให้อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 6.75 ต่อปี และงวดการจ่ายดอกเบี้ยรายครึ่งปี เป็นต้น
ทั้งนี้ หากนักลงทุนซื้อหุ้นกู้ดังกล่าวไว้จนครบอายุพันธบัตร นักลงทุนก็จะได้รับกระแสเงินสดจากดอกเบี้ยที่ระบุไว้บนหน้าตั๋วตลอดไปจนครบ 5 ปี เช่นซื้อพันธบัตรออมทรัพย์ของรัฐบาลเป็นมูลค่าหน้าตั๋ว (Par) 10,000 บาท (หากซื้อมากกว่า นับเป็น 1,2,3,… เท่าของ 10,000 ก็ได้)นักลงทุนสามารถคิดผลตอบแทนที่จะได้รับคือมูลค่า 10,000 คูณด้วย .0675 เท่ากับ 675.0 บาท หารด้วยสองสำหรับการจ่ายครึ่งปีได้เท่ากับ 337.50 บาท (ยังไม่หักภาษี) ทุกครึ่งปีไปจนครบอายุพันธบัตร โดยในปีสุดท้ายผู้ลงทุนจะได้รับเงินต้นคืนเต็มจำนวน 10,000 บาท ตามมูลค่าหน้าตั๋วที่จ่ายไป อย่างไรก็ดี เมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่ง นักลงทุนต้องการขายพันธบัตรตลาดรองนั้น การคิดราคาขายหุ้นกู้หรือพันธบัตรก็จะซับซ้อนขึ้น
สถานที่ซื้อหรือขายพันธบัตรรัฐบาล รัฐบาลได้มอบหมายให้ธนาคารแห่งประเทศไทยในฐานะตัวแทนทำหน้าที่ออกพันธบัตรให้รัฐบาลตามประกาศกระทรวงการคลังเป็นคราว ๆ ซึ่งวิธีการจำหน่ายอาจใช้การประมูลหรือจำหน่ายโดยตรงแกผู้ลงทุน ดังนั้นประชาชนสามารถซื้อพันธบัตรได้โดย
1. จากธนาคารแห่งประเทศไทย และสาขาหรือตัวแทนที่กระทรวงการคลังแต่งตั้ง อาทิ คลังจังหวัด ธนาคารออมสิน
2. จากสถาบันการเงินที่มีใบอนุญาตค้าหลักทรัพย์ ซึ่งผู้ลงทุนสามารถติดต่อสอบถามราคาและผลตอบแทนของพันธบัตรรุ่นต่างๆได้โดยตรงที่สถาบันการเงินแต่ละแห่ง ซึ่งจะมีพันธบัตรหลายรุ่นแตกต่างกันตามที่ประมูลได้จากรัฐบาลแต่ละคราว เพื่อความสะดวก สถาบันการเงิน ทั้ง 10 แห่งนี้พร้อมที่จะให้คำปรึกษาแนะนำและเสนอราคาพันธบัตรแก่ผู้ลงทุนรายย่อย ดังนี้
                - ธนาคารกรุงเทพ จำกัด ( มหาชน ) 
                - ธนาคารกสิกรไทย จำกัด ( มหาชน) 
                - ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด ( มหาชน) 
                - ธนาคาร เอเชีย จำกัด (มหาชน) 
                - ธนาคาร ซิตี้แบงค์ 
                - ธนาคาร เอบีเอ็น แอมโร เอ็น. วี. 
                - ธนาคาร สแตนดาร์ดชาเตอร์ด 
                - ธนาคาร ฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ จำกัด 
                - บริษัทหลักทรัพย์ เมอร์ริล ลินซ์ ภัทร จำกัด
ภาระภาษีของผู้ซื้อพันธบัตรรัฐบาล บุคคลธรรมดาผู้ถือพันธบัตรจะต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15% ของดอกเบี้ยที่ได้รับในแต่ละงวด โดยส่วนเงินฝากและพันธบัตรของ ธปท. มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายอัตราภาษีตามประเภทผู้ถือพันธบัตรมีรายละเอียดดังนี้

บุคคลธรรมดาที่อยู่ในไทย               หักภาษี ณ ที่จ่าย 15%
บุคคลธรรมดาที่มิได้อยู่ในไทย        หักภาษี ณ ที่จ่าย 15%

(กมลวรรณ หวังธนบดีกุล, 2551)
2. พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ (State-Owned Enterprise Bonds)  เป็นตราสารหนี้ที่มีอายุตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป ออกโดยรัฐวิสาหกิจ (องค์กรที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นเพื่อดำเนินธุรกิจ โดยมีรัฐบาลหรือหน่วยงานของรัฐเป็นผู้ถือหุ้นหรือร่วมกันถือหุ้นตั้งแต่ร้อยละ 50 ขึ้นไป) มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อนำเงินทุนไปใช้จ่ายในการดำเนินงานตามโครงการต่าง ๆ
พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ มีทั้งชนิดที่กระทรวงการคลังค้ำประกันต้นเงินและดอกเบี้ยกับชนิดที่กระทรวงการคลังไม่ค้ำประกันต้นเงินและดอกเบี้ย ทั้งสองชนิดกระทรวงการคลังเป็นผู้ดำเนินการจัดหาสถาบันผู้จัดจำหน่ายและประกันการจำหน่ายโดยวิธีการประมูล สถาบันที่เข้าร่วมประมูลในอัตราค่าใช้จ่ายรวมต่ำสุดจะได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้จัดจำหน่ายพันธบัตรให้แก่ผู้ลงทุนทุกประเภท
พันธบัตรรัฐวิสาหกิจส่วนใหญ่จ่ายดอกเบี้ยเป็นงวด โดยปกติจะจ่ายปีละ 2 งวด เมื่อครบกำหนดอายุของพันธบัตร ผู้ถือกรรมสิทธิ์จะได้รับคืนต้นเงินเท่ากับราคาตราพร้อมดอกเบี้ยงวดสุดท้าย
(“พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ,” ม.ป.ป.)

ผลตอบแทนจากการถือพันธบัตร
ผลตอบแทนที่ผู้ถือตราสารได้รับนับจากวันซื้อจนถึงวันครบกำหนดไถ่ถอน ซึ่งประกอบด้วยดอกเบี้ย และผลตอบแทนจากส่วนต่างระหว่างราคาซื้อและราคาขาย ผลตอบแทนของพันธบัตรเป็นสิ่งจูงใจให้คนถือพันธบัตร ผลตอบแทนอาจแบ่งเป็น 3 ลักษณะดังนี้ 1.) ผลตอบแทนคิดเป็นตัวเงิน (nominal yield)ได้แก่จำนวนเงินจากดอกเบี้ยและผลตอบแทน อื่นๆ           2.) ผลตอบแทนในปัจจุบัน (current yield) คือดอกเบี้ยรับเทียบกับราคาพันธบัตรที่ซื้อมา ผลตอบแทนปัจจุบันอาจไม่สามารถสะท้อนถึงผลตอบแทนของพันธบัตรที่แท้จริง เพราะไม่ได้คำนึงถึงราคาซื้อและราคา ขาย และ 3.) ผลตอบแทนเมื่อครบกำหนด ( yield to maturity) เป็นผลตอบแทน ในรูปดอกเบี้ยและราคาพันธบัตรเทียบกับราคาที่ซื้อมา
อัตราผลตอบแทนปัจจุบัน  หมายถึง เงินดอกเบี้ยที่จะได้รับเมื่อเปรียบเทียบกับเงินลงทุนซื้อพันธบัตร ณ ขณะใดขณะหนึ่ง ในการคำนวณจะคำนึงถึงราคาซื้อพันธบัตรนั้น และอัตราดอกเบี้ยที่ตราไว้
                อัตราผลตอบแทนจนถึงอายุไถ่ถอน หมายถึง อัตราผลตอบแทนที่นักลงทุนจะได้รับนับจากวันที่ซื้อพันธบัตรจนถึงวันที่พันธบัตรครบกำหนดไถ่ถอน ในการคำนวณจะคำนึงถึงราคาตลาด มูลค่าไถ่ถอน อัตราดอกเบี้ยที่รับต่อปี และช่วงเวลาที่เหลือในการรับดอกเบี้ย

อัตราดอกเบี้ย (coupon rate)
อัตราดอกเบี้ย คือ เงินที่รัฐบาลสัญญาว่าจะจ่ายให้ผู้ถือพันธบัตรเป็นระยะๆ เช่น ทุก 6 เดือน ซึ่งอัตรานี้จะคงที่ตลอดอายุของพันธบัตรจนถึงงวดสุดท้ายส่วนใหญ่พันธบัตรจะเป็นแบบอัตราดอกเบี้ยคงที่ ดังนั้น ไม่ว่าราคาของพันธบัตรจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร ผู้ถือพันธบัตร ก็จะได้รับดอกเบี้ยคงที่ตลอดอายุพันธบัตร เช่น พันธบัตรฉบับละ 1,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 6.75%        ผู้ลงทุนจะได้รับดอกเบี้ย 67.50 บาทต่อปีจนครบอายุพันธบัตร

เหตุใดราคาของพันธบัตรจึงเปลี่ยนแปลง
ในระหว่างที่พันธบัตรยังไม่ครบกำหนด นอกจากพันธบัตรจะมี "มูลค่าในตัวเอง" ตามปริมาณกระแสเงินสดในอนาคตที่ผู้ซื้อจะได้อัตราดอกเบี้ย (coupon rate)ที่กำหนด เป็นระยะเวลาที่เท่ากับอายุที่เหลือของพันธบัตรแล้ว ราคาพันธบัตรยังแปรผกผันหรือเปลี่ยนแปลงในทิศทางตรงข้ามกับอัตราดอกเบี้ยในท้องตลาดอีกด้วย
ตัวอย่าง ของอิทธิพลดอกเบี้ยในตลาด เช่น หากนักลงทุน ต้องการขายพันธบัตรออมทรัพย์ของรัฐบาลอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 6 ซึ่งเป็นพันธบัตรที่นักลงทุนถือครองมาเป็นเวลา 1 ปีแล้ว และสมมติในช่วงเวลาที่ต้องการจะขายนั้น อัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารพาณิชย์ซึ่งเป็นช่องทางหาผลตอบแทนประเภทหนึ่งลดลงเหลือร้อยละ 4 ดังนั้น ราคาขายพันธบัตร ที่นักลงทุนต้องการขายในขณะนั้นก็ควรจะสูงกว่าเดิมเนื่องจากพันธบัตรให้ดอกเบี้ยผู้ถือได้ถึงร้อยละ 6 สูงกว่าเงินฝากที่ให้อัตราร้อยละ 4 มาก ทำให้พันธบัตรเป็นที่ต้องการมากขึ้นราคาพันธบัตรจึงสูงขึ้นการที่มีผู้อยากได้พันธบัตรรุ่นนี้มากก็จะทำให้ราคาสูงขึ้น เช่น จะต้องจ่ายเงินจำนวน 1,093.50 บาทซึ่งสูงกว่าราคาตรา 93.50 บาท แต่หากสมมุติว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ปรับตัวสูงขึ้นจากวันซื้อในปีก่อนมาอยู่ในระดับร้อยละ 8 ราคาของพันธบัตรก็ควรจะลดลง เนื่องจากพันธบัตรให้อัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าท้องตลาด นักลงทุนจะมีความต้องการถือครองพันธบัตรรุ่นนี้น้อยลง ทำให้ราคาลดลงเป็น 925.20 บาท ซึ่งต่ำกว่าราคาตรา 74.80 บาท ซึ่งเป็นการขาดทุน ดังนั้นนักลงทุนจะต้องทำความเข้าใจว่าการลงทุนในพันธบัตรหรือตราสารหนี้นั้น มิใช่การลงทุนที่ปลอดความเสี่ยงทั้งหมด แต่เป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงจากผลกำไรหรือขาดทุนในลักษณะดังกล่าว แต่หากผู้ลงทุนถือพันธบัตรไว้จนครบกำหนดก็จะได้รับการไถ่ถอนในราคาตรา ( par) การขาดทุนจึงเป็นการขาดทุนทางบัญชีหรือค่าเสียโอกาส (กมลวรรณ หวังธนบดีกุล, 2551)

หุ้นกู้  (Corporate bond)
หุ้นกู้ คือ ตราสารที่จ่ายผลตอบแทนแน่นอนประเภทหนึ่งที่ออกโดยธุรกิจต่างๆ เพื่อระดมทุนไปลงทุนในสินทรัพย์ประเภททุน เช่น โรงงาน อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องจักร หรือเพื่อเป็นทุนหมุนเวียน หุ้นกู้ทุกประเภทจะต้องมีการกำหนดเงื่อนไขหรือที่เรียกว่ายข้อกำหนดของหุ้นกู้ (Indenture) ซึ่งเป็นข้อตกลงตามกฎหมายที่ระบุภาระผูกพันของผู้ออกหุ้นกู้ที่มีต่อผู้ลงทุน การแบ่งประเภทของหุ้นกู้อาจทำได้หลายวิธีทั้งนี้แล้วแต่จะใช้หลักการใดในการแบ่ง อาทิเช่น แบ่งตามอันดับความน่าเชื่อถือ ซึ่งจัดทำโดยสถาบันการจัดอันดับความน่าเชื่อถือโดยดูจากโอกาสที่ผู้ออกหุ้นกู้จะไม่สามารถชำระหนี้ได้
แบ่งตามระยะเวลาครบกำหนดไถ่ถอนโดยเเบ่งเป็นหุ้นกู้ระยะสั้น เเละหุ้นกู้ระยะยาว แบ่งตามเงื่อนไขบางประการที่ระบุไว้ในข้อตกลงการออกหุ้นกู้ เช่น หุ้นกู้ที่มีการกันเงินสำรองไว้เพื่อการไถ่ถอนหรือเเบ่งเป็นหุ้นกู้ที่ผู้ออกสามารถไถ่ถอนคืนก่อนครบกำหนดเเละหุ้นกู้ที่ไม่สามรถไถ่ถอนคืนก่อนกำหนดเป็นต้น  โดยประเภทของหุ้นกู้ที่หนังสือเล่มนี้จะอธิบายได้แบ่งตามระดับความเสี่ยงที่จะไม่ได้รับชำระหนี้ โดยเริ่มจากหุ้นกู้ที่มีระดับความเสี่ยงต่ำกว่าสุดไปจนถึงสูงสุด ดังนี้     
1. หุ้นกู้มีประกัน หรือ Secured bond เป็นหุ้นกู้ที่มีความเสี่ยงที่จะไม่ได้รับชำระหนี้คืนทุนต่ำที่สุด เนื่องจากเป็นหุ้นกู้ที่มีหลักทรัพย์ค่ำประกัน หลักทรัพย์ที่นำมาเป็นหลักทรัพย์มาเป็นหลักประกันอาจมีลักษณะต่างๆกันออกไป หุ้นกู้มีประกันจึงแบ่งประเภทตามหลักประกันดังนี้
 1.1 หุ้นกู้ที่มีอสังหาริมทรัพย์เป็นประกัน (mortgage bond) คือหุ้นกู้ที่ใช้สินทรัพย์ประเภท ที่ดิน เเละอาคารเป็นหลักประกัน ในกรณีที่ผู้ออกหุ้นกู้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ สินทรัพย์ที่นำมาเป็นหลักประกันจะถูกนำออกขายเพื่อนำเงินมาชำระหนี้
1.2 หุ้นกู้ที่มีสินทรัพย์ทางการเงินเป็นประกัน (collateral trust bond) คือหุ้นกู้ที่ใช้ตราสารการเงินประเภทต่าง ๆ เป็นหลักประกัน เช่น หุ้นสามัญ  เเละหุ้นกู้ที่มีคุณภาพดีความเสี่ยงต่ำ
1.3 หุ้นกู้ที่มีสังหาริมทรัพย์เป็นประกัน (equopment trust bond) คือหุ้นกู้ที่ใช้สังหาริมทรัพย์บางประเภทเป็นหลักประกัน เช่น เรือ รถไฟ เครื่องบิน เป็นต้น
2. หุ้นกู้ไม่มีประกัน หรือ Debenture เป็นหุ้นที่ออกโดยไม่มีสินทรัพย์ใดๆเป็นหลักประกันการ ชำระหนี้ การลงทุนในประเภทนี้ ผู้ลงทุนต้องพิจารณาโอกาสในการชำระหนี้จากความน่าเชื่อถือ ฐานะทางการเงิน เเละผลประกอบการของผู้ออกหุ้นกู้เป็นหลัก ในกรณีที่ผู้ออกหุ้นกู้ไม่สามารถชำระดอกเบี้ยเเละเงินต้นได้ ผู้ลงทุนจะมีสิทธิได้รับชำระหนี้หลังจากที่ผู้ออกได้ชำระหนี้ให้กับผู้ถือหุ้นมีประกันแล้ว
3. หุ้นกู้ด้อยสิทธิหรือ subordinated bond เป็นหุ้นกู้ที่มีสิทธิเรียกร้องในทรัพย์ของผู้ออกหุ้นกู้ หลังจากที่ผู้ออกได้ชำระหนี้หุ้นกู้มีประกันและไม่มีประกัน หุ้นกู้ด้อยสิทธิอาจเเบ่งเป็น หุ้นกู้ด้อยสิทธิอันดับที่หนึ่ง หุ้นกู้ด้อยสิทธิอันดับที่สอง เเละหุ้นกู้ด้อยสิทธิอันดับที่สาม ซึ่งเป็นหุ้นกู้ที่มีสิทธิได้รับชำระหนี้คืนหลังสุดจากทั้งสามประเภท
4. หุ้นกู้รายได้ หรือ income bond เป็นหุ้นกู้ที่มีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยจ่ายไว้แน่นอน แต่ผู้ออกหุ้นกู้จะจ่ายดอกเบี้ยให้ผู้ลงทุนก็ต่อเมื่อผู้ออกมีกำไรมากพอจ่ายเมื่อถึงกำหนดเวลาที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยในกรณีที่ผู้ออกไม่ได้จ่ายดอกเบี้ยในงวดใด ๆ เนื่องจากมีรายได้ไม่เพียงพอ ผู้ลงทุนไม่มีสิทธิฟ้องร้อง การลงทุนในหุ้นกู้ประเภทนี้ผู้ลงทุนจึงไม่ได้รับความคุ้มครองเหมือนหุ้นกู้มีประกันและอาจได้รับผลตอบแทนช้ากว่าการลงทุนในหุ้นกู้แบบอื่น อย่างไรก็ตาม หุ้นกู้รายได้มักจะจ่ายผลตอบเเทนเพื่อชดเชยความเสี่ยงให้กับผู้ลงทุน เนื่องจากได้รับความเสี่ยงมากขึ้น ตัวอย่างของหุ้นกู้รายได้ ได้แก่ พันธบัตรรายได้ของรัฐบาลท้องถิ่น municipal revenue bond  (ประภาวริน ลัดดาพันธ์, 2558)
5.หุ้นกู้แปลงสภาพ (Convertible Debenture) คือตราสารหนี้ประเภทหนึ่งซึ่งแฝงสิทธิให้กับผู้ถือหุ้นกู้ที่จะเลือกแปลงสภาพหุ้นกู้ที่ตนถือเป็นหุ้นสามัญได้ตามราคาที่ระบุและตามระยะเวลาที่กำหนด

ผู้ที่ลงทุนในหุ้นกู้แปลงสภาพมีสถานะเป็นเจ้าหนี้ของบริษัท จะได้รับผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ยเหมือนการลงทุนในหุ้นกู้ประเภทอื่นหลังจากการแปลงสภาพโดยการนำหุ้นกู้ไปแลกเปลี่ยนเป็นหุ้นทุน ผู้ถือจะเปลี่ยนสถานะเป็นเจ้าของบริษัท และได้รับผลตอบแทนเป็นเงินปันผล กำไรจากการขายหุ้น สิทธิในการจองหุ้น และสิทธิอื่นๆ ที่พึงได้รับในฐานะผู้ถือหุ้นสามัญทั่วไป สิทธิพิเศษของการแปลงสภาพดังกล่าว จะส่งผลให้ผู้ออกหุ้นกู้กำหนดอัตราดอกเบี้ยของหุ้นกู้แปลงสภาพในระดับต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยของหุ้นกู้ทั่วไปที่ไม่มีสิทธิแฝง(Straight Bond) ที่มีอายุเท่ากัน และอันดับความน่าเชื่อถือเท่ากัน

ข้อดีของการลงทุนในหุ้นกู้แปลงสภาพ ผู้ลงทุนได้ทราบถึงราคาแปลงสภาพที่แน่นอน เพื่อที่จะได้ตัดสินใจไม่เลือกแปลงเป็นหุ้นสามัญในภาวะราคาหุ้นซบเซา อีกทั้งยังมีเวลาศึกษาสภาพการดำเนินงานของบริษัทในขณะที่ยังถือหุ้นกู้อยู่ อีกทั้ง ผู้ลงทุนยังมีโอกาสเลือกตัดสินใจทำกำไรจากการขายหุ้นกู้แปลงสภาพ หรือ แปลงสภาพเป็นหุ้น หรือ ขายหุ้นในเวลาที่เห็นว่าเหมาะสม

เงื่อนไขและข้อกำหนดในการแปลงสภาพ
-      ระยะเวลาการใช้สิทธิแปลงสภาพ (Conversion Period) เป็นการกำหนดให้ผู้ถือหุ้นกู้แปลงสภาพ ได้ทราบถึงระยะเวลาการแสดงความจำนงการใช้สิทธิแปลงสภาพหุ้นกู้เป็นหุ้นสามัญ ผู้ออกหุ้นกู้อาจกำหนดเป็นช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่งตลอดอายุหุ้นกู้แปลงสภาพได้ เช่น ผู้ถือหุ้นกู้แสดงความจำนงการใช้สิทธิแปลงสภาพในช่วงระยะเวลา14 วัน ระหว่างเวลา 8.30 น. ถึง 15.30 น. ก่อนวันแปลงสภาพ (Conversion Date) คือ ทุกวันทำการสุดท้ายของเดือน เป็นต้น
                 -     วันแปลงสภาพ (Conversion Date)คือ วันที่ที่หุ้นกู้แปลงสภาพของผู้ยื่นความจำนงการใช้สิทธิได้ถูกแปลงสภาพเป็นหุ้นสามัญ การแปลงสภาพดังกล่าวจะมีผลให้สถานะของผู้ลงทุนเปลี่ยนไปจากเจ้าหนี้ (ผู้ถือหุ้นกู้) เป็นผู้ร่วมเป็นเจ้าของกิจการ (ผู้ถือหุ้นสามัญ)

 -     ราคาแปลงสภาพ (Conversion Price) คือ ราคาของหุ้นทุนที่กำหนดไว้เพื่อการแปลงสภาพโดยมีสูตรคำนวณดังนี้

 ราคาพาร์ของหุ้นกู้แปลงสภาพ
อัตราการแปลงสภาพ

ตัวอย่าง  ราคาพาร์ของหุ้นกู้แปลงสภาพ คือ 1,000 บาทและอัตราการแปลงสภาพ คือ 50 ดังนั้น ราคาหุ้นสามัญเพื่อแปลงสภาพคือ 20 บาทโดยทั่วไป ผู้ออกหุ้นกู้จะกำหนดราคาแปลงสภาพเบื้องต้นไว้ในหนังสือชี้ชวนเรียบร้อยแล้ว และบริษัทอาจจะมีการปรับราคาแปลงสภาพในระหว่างอายุของหุ้นกู้ในกรณี เช่น เปลี่ยนแปลงราคาพาร์ของหุ้นสามัญอันเกิดจากการรวม หรือการแบ่งแยกหุ้นสามัญ มีการเสนอขายหุ้นสามัญใหม่ในราคาต่ำกว่าราคาตลาดของหุ้นสามัญของบริษัท หรือมีการจ่ายเงินปันผลเป็นหุ้นสามัญ
                               -    อัตราการแปลงสภาพ (Conversion Ratio) หมายถึง จำนวนหุ้นทุนที่ผู้ถือจะได้รับแลกเปลี่ยนจากการแปลงสภาพหุ้นกู้ 1 หุ้น มาเป็นหุ้นทุน เช่น อัตราการแปลงสภาพเท่ากับ 50 หมายถึง หุ้นกู้ 1 หน่วย (ราคา par 1,000 บาท) สามารถแปลงสภาพเป็นหุ้นทุนได้50 หุ้น มีสูตรการคำนวณ ดังนี้

ราคาพาร์ของหุ้นกู้แปลงสภาพ
ราคาแปลงสภาพ

               -    ราคาไถ่ถอนหุ้นกู้แปลงสภาพ (Redemption Price) คือ ราคาที่บริษัทกำหนดที่จะไถ่ถอนหุ้นกู้  เมื่อถึงวันครบกำหนด หากผู้ถือหุ้นกู้ยังไม่มีการแปลงสภาพหุ้นกู้ของตนเอง บางบริษัทอาจจะมีการบวกอัตราส่วนเกินเพิ่มเข้าไปในราคาไถ่ถอนแก่ผู้ถือหุ้นกู้ที่ไม่ได้ใช้สิทธิแปลงสภาพ (Premium Redemption)   (“หุ้นกู้แปลงสภาพสองในหนึ่งเดียว,” ม.ป.ป.)

การไถ่ถอนหุ้นกู้
การไถ่ถอนหุ้นกู้ อาจทำได้ 2 แบบ คือ ไถ่ถอนเมื่อครบกำหนดอายุของหุ้นกู้และไถ่ถอนก่อนครบกำหนดอายุ สำหรับการไถ่ถอนก่อนกำหนดนั้นทำได้หลายวิธีดังนี้
1. ไถ่ถอนโดยวิธีเรียกคืน ซึ่งต้องระบุไว้ชัดเจนในสัญญาข้อตกลงโดยทั่วไปราคาเรียกคืนจะสูงกว่าราคาที่ตราไว้
2. ไถ่ถอนโดยการแปลงสภาพ เช่น แปลงสภาพเป็นหุ้นสามัญ
3. ไถ่ถอนโดยวิธีการจัดตั้งเงินกองทุนโดยบริษัทผู้ออกหุ้นกู้จะเป็นผู้จัดสรรเงินทุนจำนวนหนึ่งมอบให้สถาบันการเงินหนึ่งทำหน้าที่ดูแลผลประโยชน์ให้ผู้ถือหุ้นกู้หนี้สถาบันการเงินนั้นว่า ทรัสตี
4. ไถ่ถอนคืนเป็นงวดๆตามที่กำหนดไว้ในใบหุ้น ชนิดที่เรียกว่า Serial Bondโดยอาจใช้วิธีออกกู้ใหม่เพื่อไถ่ถอนหุ้นกู้เดิม ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยในท้องตลาดลดต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยที่ระบุไว้ในหุ้นกู้เดิม ซึ่งที่อัตราดอกเบี้ยของหุ้นกู้ใหม่จะต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยของหุ้นกู้เดิม

ข้อดีของการจัดหาเงินทุนโดยวิธีออกพันธบัตรและหุ้นกู้
1. พันธบัตรและหุ้นกู้เป็นหนี้สินระยะยาวของกิจการ ซึ่งเป็นต้นทุนคงที่ ผู้ถือพันธบัตรหรือหุ้นกู้ไม่มีส่วนร่วมในกำไรของกิจการ
2. โดยทั่วไปต้นทุนของหนี้จะมีค่าต่ำกว่าต้นทุนของส่วนของเจ้าของ

ข้อเสียของการจัดหาเงินทุนโดยวิธีออกพันธบัตรและหุ้นกู้
1. ดอกเบี้ยจ่ายและเงินต้นของพันธบัตรหรือหุ้นกู้ เป็นภาระผูกพันทางการเงินที่เป็นค่าใช้จ่ายประจำ ดังนั้นกิจการที่จัดหาเงินทุนด้วยวิธีออกตราสารหนี้ ต้องสามารถดำเนินกิจการให้มีกำไรก่อนหักดอกเบี้ยและภาษีให้มากเพียงพอที่จะครอบคลุมดอกเบี้ยจ่าย
2.  การออกพันธบัตรหรือหุ้นกู้เป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้แก่กิจการและมีผลกระทบต่อโครงสร้างเงินทุนของกิจการ  (เพ็ญพิมล ลีโนทัย, 2558)

ที่มา : บทเรียนของผมในตลาดหุ้นขาลงช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้!, 2558

5.6.3 หุ้นบุริมสิทธิ

ความหมายของหุ้นบุริมสิทธิ
หุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock) เป็นตราสารประเภททุนชนิดหนึ่งที่มีลักษณะกึ่งหนี้และกึ่งเจ้าของลักษณะที่คล้ายหนี้สิน คือ เงินปันผลของหุ้นบุริมสิทธิเป็นอัตราตายตัวและถือเป็นค่าใช้จ่ายคงที่ของบริษัทแม้ว่าบริษัทอาจงดจ่ายเงินปันผลในปีที่ไม่มีกำไรหรือภาวะทางการเงินไม่อำนวย ส่วนลักษณะที่คล้ายเจ้าของ คือ ในกรณีที่บริษัทเลิกกิจการ   ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิเรียกร้องในสินทรัพย์ของบริษัทภายหลังเจ้าหนี้แต่ก่อนหุ้นสามัญ แต่ถ้าไม่มีสินทรัพย์เหลือหลังการชำระคืนเจ้าหนี้แล้ว ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิก็จะไม่ได้รับทุนคืนเช่นเดียวกับหุ้นสามัญ

ลักษณะของหุ้นบุริมสิทธิ
มีผู้อธิบายหุ้นบุริมสิทธิว่า หุ้นบุริมสิทธิเป็นหุ้นส่วนทุนชนิดหนึ่งของบริษัทซึ่งหุ้นส่วนทุนอีกชนิดหนึ่งก็คือ หุ้นสามัญแต่หุ้นบุริมสิทธิแตกต่างไปจากหุ้นสามัญบางประการ ในทางบัญชีหุ้นบุริมสิทธิเป็นหุ้นทุนชนิดกึ่งหนี้สินและกึ่งหุ้นทุน ในกรณีที่บริษัทผู้ออกหุ้นบุริมสิทธิทำการชำระบัญชีเพื่อเลิกกิจการผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิอาจจะมีสิทธิ์เรียกร้องชำระคืนทุนจากสินทรัพย์ของบริษัทหลังเจ้าหนี้แต่ก่อนผู้ถือหุ้นสามัญ และผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิมีสิทธิ์เรียกร้องชำระคืนทุนสูงสุดเท่ากับมูลค่าที่ตราไว้ของหุ้นบุริมสิทธินั้น
ตัวอย่าง เช่น ห้างหุ้นบุริมสิทธิมีมูลค่าหุ้น หุ้นละ 100 บาท ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิมีสิทธิ์เรียกร้องเงินทุนคืนสูงสุดหุ้นละ 100 บาท นอกจากนี้ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิมีสิทธิ์จะได้รับเงินปันผลตามอัตราที่กำหนดไว้เป็นผลตอบแทน เช่น เงินปันผล 6 % ของมูลค่าหุ้นหมายความว่าผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิจะได้รับเงินปันผลในอัตราร้อยละ 6 บาทของมูลค่าหุ้น ถ้าถือหุ้นบุริมสิทธิมูลค่าทั้งหมด 10,000 บาทจะได้รับเงินปันผลทั้งสิ้น 600 บาท
จากตัวอย่างจะเห็นว่าเงินปันผลหุ้นบุริมสิทธิมีลักษณะคล้ายกับดอกเบี้ยผิดกันตรงที่ว่า ถ้าเป็นดอกเบี้ย เช่น ดอกเบี้ยหุ้นกู้บริษัทผู้ออกหุ้นกู้จะต้องจ่ายดอกเบี้ยให้แก่ผู้ถือหุ้นไม่ว่าในปีนั้นบริษัทจะมีกำไรหรือขาดทุน นอกจากนี้ดอกเบี้ยที่จ่ายสามารถนำมาหักกำไรเพื่อเสียภาษี ส่วนเงินปันผลที่จ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิไม่ถือว่าเป็นภาระผูกพันที่บริษัทจะต้องจ่ายดังเช่นดอกเบี้ยหากปีใดบริษัทมีกำไรไม่ดีหรือภาวะ การเงินของบริษัทไม่อำนวยบริษัทอาจงดการจ่ายเงินปันผลจำนวนดังกล่าวได้ แต่อย่างไรก็ดีเงินปันผลหุ้นบุริมสิทธิเป็นภาระผูกพันทางการเงินที่แน่นอนอย่างหนึ่งของบริษัท เพราะบริษัทจะต้องจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิก่อนจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นสามัญเสมอและโดยปกติแล้วหุ้นบุริมสิทธิไม่มีเวลาครบกำหนดไถ่ถอนดังเช่นหุ้นกู้ (บททั่วไปว่าด้วยหุ้นบุริมสิทธิ์,” ม.ป.ป.)
ในทางบัญชี หุ้นบุริมสิทธิสามารถจัดประเภทเป็นหนี้สินหรือส่วนทุน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขหรือข้อผูกพันตามสัญญาระหว่างผู้ออกหุ้นและผู้ถือหุ้น หุ้นบุริมสิทธิจะจัดเป็นหนี้สิน หากเข้าเงื่อนไขทุกข้อดังต่อไปนี้
-                   ผู้ถือหุ้นได้รับเงินปันผลในอัตราที่แน่นอน
-                   ผู้ถือหุ้นมีสิทธิที่จะ ไถ่ถอนคืนหุ้นได้ ณ วันที่กำหนด ด้วยจำนวนเงินที่แน่นอนหรือกำหนดได้
-                   ผู้ออกหุ้นมีสิทธิบังคับไถ่ถอนหุ้น ณ วันที่กำหนด ด้วยจำนวนเงินที่แน่นอนหรือกำหนดได้
อย่างไรก็ตาม หากหุ้นบุริมสิทธิไม่ระบุให้มีการบังคับไถ่ถอนหุ้นหรือระบุให้ผู้ถือมีสิทธิที่จะไถ่ถอนหุ้นคืน ตามที่กล่าวมาข้างต้น แต่มีเงื่อนไขอื่น ที่ทำให้บริษัทยังคงมีภาระผูกพันตามสัญญาในการส่งมอบเงินสดหรือสินทรัพย์ทางการเงินอื่นให้แก่ผู้ถือหุ้นหรือจำเป็นต้องไถ่ถอนหุ้นคืน ในกรณีนี้ หุ้นบุริมสิทธิดังกล่าวยังคงต้องจัดประเภทเป็นหนี้สิน
ในทางตรงกันข้าม หากหุ้นบุริมสิทธิไม่มีกำหนดไถ่ถอน และผู้ออกหุ้นไม่ได้มีข้อผูกมัดตามสัญญาที่จะต้องชำระเงินแก่ผู้ถือหุ้น หุ้นบุริมสิทธินี้จะจัดอยู่ ในประเภทเป็นส่วนทุนไม่ใช่หนี้สิน
หุ้นบุริมสิทธิที่ถือเป็นส่วนทุนจะแสดงในงบดุลภายใต้ทุนจดทะเบียนและหุ้นออกจำหน่ายแล้ว โดยระบุมูลค่าที่ตราไว้พร้อมส่วนเกินมูลค่าหุ้นเช่นเดียวกับหุ้นสามัญ                           (หุ้นบุริมสิทธิ,” 2555)

ประเภทของหุ้นบุริมสิทธิ
1) หุ้นบุริมสิทธิชนิดสะสม (Cumulative Preferred Stock) คือ หุ้นบุริมสิทธิชนิดที่ผู้ถือหุ้นมีสิทธิ์ได้รับเงินปันผลในปีที่ไม่ได้ประกาศจ่ายเงินปันผล
2) หุ้นบุริมสิทธิชนิดไม่สะสม (Non – Cumulative Preferred Stock) คือ หุ้นบุริมสิทธิชนิดที่หากปีใดไม่ได้จ่ายเงินปันผล จะไม่สามารถยกยอดไปจ่ายในปีถัดไป
3) หุ้นบุริมสิทธิชนิดร่วมรับ (Participating Preferred Stock) คือ หุ้นบุริมสิทธิที่ผู้ถือหุ้นมีสิทธิ์ได้รับเงินปันผลร่วมกับผู้ถือหุ้นสามัญอีก หลังจากที่ได้รับเงินปันผลในอัตราที่กำหนดแล้ว
4) หุ้นบุริมสิทธิชนิดไม่ร่วมรับ (Non – Participating Preferred Stock) คือ หุ้นบุริมสิทธิที่ได้รับเงินปันผลตามอัตราที่กำหนดเท่านั้น
5) หุ้นบุริมสิทธิประเภทสะสมและร่วมรับ (Cumulative and Participating Preferred Stock) หมายถึง ลักษณะการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิประเภทนี้ ซึ่งมีสิทธิที่ได้รับเงินปันผลทุกปี ถ้าปีใดไม่ประกาศจ่ายเงินปันผลจะสะสมเงินปันผลไปรับในปีที่ประกาศจ่ายและมีสิทธิร่วมรับเงินปันผลที่เหลือตามส่วนแบ่งอัตราส่วนของเงินทุนในหุ้นแต่ละประเภท เป็นการนำ แบบ 1) และ 3) มารวมกัน
6) หุ้นบุริมสิทธิประเภทสะสมแต่ไม่ร่วมรับ (Cumulative but Nonparticipating preferred Stock) หมายถึง ลักษณะการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิประเภทนี้ จะมีสิทธิได้รับเงินปันผลในปีที่บริษัทยังมิได้ประกาศจ่ายเป็นการย้อนหลังของปีก่อน รวมถึงสิทธิที่จะได้รับเงินปันผลสำหรับปีที่ประกาศจ่ายอีกตามอัตราที่ระบุไว้ หลังจากนั้นเงินปันผลที่เหลืออีกจำนวนเท่าใดให้นำไปจ่ายเป็นเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นสามัญทั้งหมด เป็นการนำ แบบ 1) และ 4) มารวมกัน
ข้อดีของการจัดหาเงินทุนโดยการออกหุ้นบุริมสิทธิ
1. มีความคล่องตัวและความยืดหยุ่น กล่าวคือ เงินปันผลจ่ายหุ้นบุริมสิทธิไม่เป็นภาระผูกพันที่ต้องจ่ายประจำเมื่อเปรียบเทียบกับดอกเบี้ยจ่ายให้หุ้นกู้ซึ่งมีฐานะเป็นหนี้สินของกิจการ
2. ไม่มีกำหนดเวลาไถ่ถอนคืน ทำให้ธุรกิจไม่ต้องเตรียมจัดสรรเงินทุนไว้เพื่อไถ่ถอน
3. หุ้นบุริมสิทธิถือเป็นส่วนของเจ้าของ ดังนั้น การออกหุ้นบุริมสิทธิจึงยังทำให้บริษัทรักษาฐานะและอำนาจในการก่อหนี้ไว้ได้ ถ้ามีความจำเป็นต้องจัดหาเงินทุนเพิ่มเติมในอนาคต
4. การออกหุ้นบุริมสิทธิ ทำให้กิจการอาจไม่จำเป็นต้องออกหุ้นสามัญอีก ดังนั้น จึงไม่กระทบกระเทือนราคาหุ้นสามัญ
5. การออกหุ้นบุริมสิทธิไม่ต้องมีสินทรัพย์ค้ำประกัน ทำให้กิจการสามารถนำสินทรัพย์ที่มีอยู่ไปค้ำประกันหนี้ชนิดอื่นได้
ข้อเสียของการจัดหาเงินทุนโดยวีการออกหุ้นบุริมสิทธิ
1. อัตราเงินปันผลจ่ายหุ้นบุริมสิทธิสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยของหุ้นกู้
2. เงินปันผลของหุ้นบุริมสิทธิไม่ถือเป็นค่าใช้จ่ายที่นำไปหักภาษีในการคำนวณหากำไรสุทธิ
3. ค่าใช้จ่ายในการจัดหาเงินทุนโดยการออกหุ้นบุริมสิทธิ เช่น ค่าใช้จ่ายในการจัดจำหน่าย ค่านายหน้า มักสูงกว่าหุ้นกู้
4. ความนิยมลงทุนในหุ้นบุริมสิทธิมีน้อย เนื่องจากข้อเสียเปรียบบางประการสำหรับผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ เช่น ไม่มีสิทธิออกเสียงในการบริหารงาน ดังนั้น การจัดหาเงินทุนโดยการออกหุ้นบุริมสิทธิจึงมีความเสี่ยงต่อการไม่สามารถจัดหาเงินทุนได้ครบตามจำนวนที่ต้องการเนื่องจากขายไม่ได้
5. หุ้นบุริมสิทธิไม่มีหรืออาจถูกจำกัดสิท์ในการออกเสียงในการประชุมผู้ถือหุ้นทั่วไปประจำปี
(สรรพงศ์ ลิ้มธรรมรงค์กุล, 2559)

การออกหุ้นบุริมสิทธิ
บริษัทจำกัดที่มีหุ้นสามัญเพียงประเภทเดียว ถ้าประสงค์จะมีหุ้นบุริมสิทธิ สามารถทำได้ โดยการเพิ่มทุน ด้วยการออกหุ้นใหม่
ในการเพิ่มทุนออกหุ้นใหม่นั้น หุ้นที่ออกใหม่กรรมการต้องเสนอขายให้กับผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วนการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นแต่ละราย บริษัทไม่สามารถเสนอขายหุ้นที่ออกใหม่ให้กับบุคคลภายนอกได้ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1222
โดยการเพิ่มทุนออกหุ้นสามารถทำเป็นหุ้นบุริมสิทธิ เพื่อให้มีสิทธิและหน้าที่ดีกว่าหุ้นสามัญได้ เช่น การมีสิทธิออกเสียง หากต้องการให้ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ์ออกเสียง สามารถกำหนดได้ โดยจะให้ออกเสียงได้เท่ากับ น้อยกว่า หรือมากกว่าหุ้นสามัญ สามารถดำเนินการได้ ทำให้ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ 1 หุ้น มีสิทธิลงคะแนนเสียง 10 เสียง   ก็ทำได้
แต่ถ้าบริษัทมีการออกหุ้นบุริมสิทธิไว้แล้ว ไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ ตามมาตรา 1142 กำหนดไว้ว่า ถ้าบริษัทได้ออกหุ้นบุริมสิทธิไปแล้ว ได้กำหนดไว้ว่าบุริมสิทธิจะมีแก่หุ้นนั้นๆ เป็นอย่างไร ท่านห้ามมิให้แก้ไขอีกเลย(ทนายเอก, 2559)

5.6.4 หุ้นสามัญ

ความหมายหุ้นสามัญ
หุ้นสามัญ (Common Stock) บางคนก็เรียกว่าหุ้นทุน คือ ตราสารทุนที่บ่งบอกถึงการมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของบริษัท ผู้ถือครองหุ้นสามัญมีสิทธิเข้าประชุมและออกคะแนนเสียงในที่ประชุม และร่วมพิจารณาตัดสินใจปัญหาสำคัญต่าง ๆ ที่ถูกนำเข้าที่ประชุมผู้ถือหุ้น
สิทธิผลประโยชน์ที่ผู้ถือหุ้นสามัญได้รับก็คือ เงินปันผล (Dividend) จากกำไรของบริษัทตามอัตราที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นอนุมัติ ซึ่งจะได้รับหลังจากที่จ่ายปันผลให้แก่หุ้นบุริมสิทธิไปก่อนแล้วอาจมีผลประโยชน์ในรูปแบบอื่น ๆ เช่น (Capital Gain) ซึ่งไม่แน่นอนเพราะผลประโยชน์ขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงานของบริษัท ดังนั้นอาจไม่มีการจ่ายเงินปันผลเลย และ/หรือ ราคาหุ้นตกเกิดเป็น (Capital Loss) ก็เป็นไปได้ และหากบริษัทล้มละลายหรือเลิกกิจการมีการจำหน่ายทรัพย์สิน ผู้ถือหุ้นสามัญมีสิทธิที่จะได้รับแบ่งทรัพย์สินคืนตามสัดส่วนของหุ้นสามัญ ซึ่งเป็นภายหลังจากที่ได้ชำระคืนให้แก่เจ้าหนี้รวมไปถึงผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิจนครบถ้วนแล้ว จึงจัดได้ว่าผู้ถือหุ้นสามัญจะเป็นผู้มีสิทธิ์ในลำดับสุดท้ายของการได้รับส่วนที่เหลือจากการลงทุนคืน

สิทธิของผู้ถือหุ้นสามัญ
 1. สิทธิในการออกเสียง เพื่อเลือกคณะกรรมการบริหาร ซึ่งจะไปเลือกผู้บริหารของบริษัทผู้ถือหุ้น 1 หุ้น มีสิทธิออกเสียง 1 เสียง
2. สิทธิเหนือสินทรัพย์ เนื่องจากผู้ถือหุ้นสามัญถือเป็นเจ้าของบริษัท
3. สิทธิในเงินปันผล บริษัทอาจจ่ายเงินปันผลแก่ผู้ถือหุ้นสามัญเป็นเงินสด (Cash Dividend) หรือ เป็นหุ้นสามัญ (Stock Dividend)
4. สิทธิการซื้อหุ้นสามัญออกใหม่ (Pre – emptive Right)

บทบาทของหุ้นสามัญ
หุ้นสามัญที่ออกเพื่อรองรับการเพิ่มทุนของ บริษัท เพื่อแลกกับเงินที่เพิ่มขึ้นผู้ถือหุ้นจะกลายเป็นเจ้าของของ บริษัท แต่ไม่ใช่ผู้จัดการ สามารถเลือกคณะกรรมการและออกเสียงลงคะแนนในมาตรการสำคัญของ บริษัท ตามที่กำหนดไว้ในกฎบัตรหรือรัฐธรรมนูญของ บริษัท หากผู้ถือหุ้นไม่ชอบทาง บริษัท กำลังดำเนินการอยู่พวกเขาก็มีทางเลือกในการเลือกคณะกรรมการชุดใหม่ ผู้ถือหุ้นสามารถขายหุ้นเพื่อแสดงความไม่เห็นด้วย แม้ว่าจะไม่มีการจ่ายเงินปันผลก็ตามผู้ถือหุ้นยังคงสามารถทำกำไรได้ด้วยการขายหุ้นในราคาที่สูงกว่าราคาซื้อเดิม ผู้ถือหุ้นอาจตระหนักถึงการสูญเสียเงินทุนถ้าขายหุ้นได้น้อยกว่าที่จ่าย ผู้ถือหุ้นสามัญจะได้รับทรัพย์สินของ บริษัท ในกรณีที่มีการล้มละลายหรือเลิกกิจการ ผู้ถือหุ้นกู้เจ้าหนี้รายอื่นและผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิมีส่วนร่วมในการดำเนินการดังกล่าว  (“ลักษณะหุ้นสามัญมีอะไรบ้าง,” ม.ป.ป.)

ลักษณะหุ้นสามัญ
ให้สิทธิแก่เจ้าของหุ้นสามัญหรือหุ้นสามัญ 3 ราย ข้อแรกคือสิทธิในการออกเสียง ผู้ถือหุ้นทั่วไปสามารถมีส่วนร่วมในการกำกับดูแลกิจการภายในได้โดยการออกเสียงลงคะแนน สิทธิอื่น ๆ คือเงินปันผลและผลตอบแทนจากการลงทุนซึ่งเป็นตัวแทนของผู้ถือหุ้นทั่วไปสองวิธีที่ได้รับผลประโยชน์จากการเป็นเจ้าของสิทธิของผู้ถือหุ้นรายอื่นรวมถึงความรับผิด จำกัด ผู้ถือหุ้นสามัญได้รับความคุ้มครองจากภาระผูกพันทางการเงินของ บริษัท และรับผิดต่อหุ้นของตนเท่านั้น พวกเขายังได้รับสิทธิก่อน ๆ ผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิในการได้รับสิทธิก่อนได้รับสิทธิในการเข้าถึงหุ้นใหม่ ๆ ก่อนที่ประชาชนจะได้รับการลงทุนส่วนที่เหลือจะได้รับส่วนลด

ที่มา : หุ้นปิดบวกเพิ่ม5.76จุด รับบอร์ดปตท., 2561

ประเภทของหุ้นสามัญแบ่งตามกลุ่มการลงทุน
1. หุ้นบลูชิป (Blue-chip stock) เป็นหุ้นที่ออกโดยบริษัทขนาดใหญ่ที่มีฐานะมั่นคง ผลดำเนินงานดีสม่ำเสมอ  ไม่มีหนี้สินใหม่  โดยทั่วไปราคาของหุ้นบลูชิปจะมีราคาสูง ทำให้อัตราผลตอบแทนที่ผู้ลงทุนจะได้รับต่ำ ซึ่งก็สอดคล้องกับหลักการลงทุน high risk, high return ตัวอย่างของหุ้นบลูชิปที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้แก่ SCC, PTT เป็นต้น
2. Income stock หรือที่คนไทยเรียกว่า Dividend Stock (หุ้นปันผลสูง) หุ้นที่จ่ายเงินปันผลสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด มักเป็นหุ้นกิจการที่ไม่ใหญ่มากนัก อาจเป็นหุ้นที่อยู่ในธุรกิจที่ไม่ได้ขยายตัวสูงมาก จึงไม่ต้องใช้เงินสดเพื่อลงทุนขยายงานต่อมากนัก จึงสามารถนำมาจ่ายปันผลได้มาก หุ้นที่เข้าข่าย ได้แก่ ADVANC RATCH EGCO TISCO KK
3. Growth stock เป็นหุ้นที่ออกโดยบริษัทที่มีแนวโน้มการเติบโตของกำไรสูงกว่าบริษัทอื่น ๆ ในอุตสาหกรรมเดียวกัน แต่มักจ่ายเงินปันผลต่ำ เป็นธุรกิจที่อยู่ในธุรกิจที่ยังอยู่ในช่วงของการเติบโต ตลาดยัง ไม่อิ่มตัว มักจะมีอัตราจ่ายปันผลต่ำเทียบกับผลกำไรที่ทำได้ (Payout Ratio) ผลดำเนินงานเติบโตเร็ว แบบต่อเนื่องทั้งยอดขายและผลกำไร หุ้นที่เข้าข่ายนี้ เช่น CPALL โรงพยาบาลกรุงเทพ  
4. Cyclical stock หุ้นของบริษัทที่มีการขยายตัว หดตัวตามวงจรของเศรษฐกิจ เป็นหุ้นที่อยู่ใน ธุรกิจที่ราคาสินค้าผันผวนขึ้นลงตามวัฏจักร Demand & Supply ต่างจาก Growth stock ตรงที่ธุรกิจของ Growth stock จะเติบโตเร็วอย่างต่อเนื่อง มีผลกำไรที่ผันผวน จุดสูงสุดและต่ำสุดในช่วงวัฏจักรต่างกัน หลายเท่าตัว ช่วงต่ำสุดอาจถึงขั้นขาดทุน ตัวอย่างของธุรกิจ เช่น ปิโตรเคมี, อุตสาหกรรมโลหะ, พืชผลต่างๆ,เดินเรือ, โรงกลั่นน้ำมัน ฯลฯ
5. Defensive stock เป็นหุ้นที่อยู่ในธุรกิจที่ไม่ค่อยผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจหุ้น มีการเคลื่อนไหว ในทิศทางตรงกันข้ามกับตลาด หรือหุ้นที่มีค่าเบต้าติดลบ ในเวลาที่เศรษฐกิจดี ธุรกิจของ Defensive จะได้ประโยชน์น้อยกว่าหุ้นอื่น แต่ยามเศรษฐกิจแย่ ธุรกิจของ Defensive จะได้รับผลกระทบน้อยกว่ามาก มักเป็น หุ้นสาธารณูปโภค เช่น ผลิตไฟฟ้า
6. Large-cap stock หุ้นที่ออกโดยบริษัทขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าตลาดสูงมากกว่า 4,400 ล้านบาท เช่น หุ้น ใน SET50 index
7. Midcap stock หุ้นที่มีมูลค่าตลาดอยู่ระดับกลางระหว่าง 540 - 4,400 ล้านบาท
8. Small-cap stock หุ้นที่มีมูลค่าตลาดต่ำกว่า 540 ล้านบาท
(สมบัติ นราวุฒิชัย, 2554), (“หุ้นสามัญ,” 2559)

ผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นสามัญ ประกอบด้วย 2 รูปแบบ
1. ผลตอบแทนในรูปเงินปันผล เป็นผลตอบแทนที่ผู้ถือหุ้นจะได้โดยตรงในกรณีที่บริษัทมีกำไร ซึ่งผลตอบแทนประเภทนี้จะขึ้นอยู่กับความสามารถของบริษัทในการทำกำไร กล่าวคือ ในปีใดที่บริษัทมีกำไรมาก ผู้ถือหุ้นอาจจะได้ผลตอบแทนในรูปเงินปันผลมากขึ้น แต่ในปีใดที่บริษัทมีกำไรน้อยหรือขาดทุน ผู้ถือหุ้นอาจจะได้เงินปันผลน้อยลงหรือไม่ได้เลยก็ได้
2. ผลตอบแทนในรูปส่วนต่างราคา เป็นผลตอบแทนที่ผู้ถือหุ้นจะได้ ในกรณีที่ผู้ถือหุ้นขายหุ้นสามัญดังกล่าวไปยังบุคคลอื่นในราคาที่สูงกว่าตอนที่ตนซื้อมา

ความเสี่ยงจากการลงทุนในหุ้นสามัญ
การลงทุนใดๆ ก็ตามย่อมมีความเสี่ยง การลงทุนในหุ้นสามัญก็เช่นเดียวกัน ในหัวข้อก่อนหน้าได้กล่าวถึงผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นสามัญ นักลงทุนคงรับรู้ถึงความเสี่ยงอย่างหนึ่งที่เกิดจากการลงทุนแล้ว นั่นก็คือความเสี่ยงที่จะไม่ได้รับผลตอบแทนตามที่ตนคาดการณ์ไว้ ในหัวข้อนี้จะสรุปสาเหตุสำคัญ 2 ประการ ที่ส่งผลให้นักลงทุนไม่ได้รับ ผลตอบแทนตามที่คาดการณ์ไว้ (ทั้งผลตอบแทนในรูปเงินปันผล หรือในรูปส่วนต่างราคา)
1. ความเสี่ยงทางธุรกิจ เป็นความเสี่ยงที่เกิดจากลักษณะของธุรกิจนั้นๆ เช่น ประเภทธุรกิจ โครงสร้างรายได้ ค่าใช้จ่ายของกิจการ ทั้งนี้ความเสี่ยงทางธุรกิจเกิดขึ้นจากการที่บริษัทตัดสินใจการลงทุนใน สินทรัพย์ถาวร กล่าวคือถ้ากิจการใดมีการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรจำนวนมาก ผลที่ตามมาคือจะทำให้กิจการนั้นมีรายการค่าเสื่อมราคา ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายคงที่จำนวนมาก ในทางตรงกันข้าม หากกิจการมีการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรน้อย รายการค่าเสื่อมราคาซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายคงที่ก็จะน้อยตามไปด้วย ซึ่งการที่กิจการมีต้นทุนคงที่จำนวนมาก เมื่อยอดขายไม่เป็นไปตามที่คาด แต่ภาระค่าใช้จ่ายยังคงที่เท่าเดิม ก็จะทำให้กำไรของกิจการติดลบอย่างมากในปีที่ยอดขายลดลง ซึ่งจะส่งผลให้ผลตอบแทนที่นักลงทุนคาดว่าจะได้รับจากการลงทุนลดลงไปด้วย
2. ความเสี่ยงทางการเงิน เป็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการที่กิจการสร้างภาระผูกพันทางการเงินไว้ เช่น การก่อหนี้ถ้ากิจการใดมีการก่อหนี้จำนวนมาก กิจการนั้นก็จะมีภาระการจ่ายดอกเบี้ย ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายคงที่จำนวนมาก หากกิจการไม่สามารถทำกำไรได้ตามเป้าที่วางไว้ กำไรของกิจการก็จะไม่เพียงพอที่จะจ่ายดอกเบี้ยได้ เมื่อกิจการไม่สามารถจ่ายดอกเบี้ยตามภาระผูกพันได้ ก็ทำให้บริษัทมีความเสี่ยงที่อาจจะถูกฟ้องร้องดำเนินคดีได้  (หุ้นสามัญ,” ม.ป.ป.)

ข้อดีของการจัดหาเงินทุนโดยการออกหุ้นสามัญ
1. ไม่มีกำหนดระยะเวลาไถ่ถอน จึงทำให้บริษัทมีความคล่องตัว ไม่ต้องจัดสรรเงินทุนจำนวนหนึ่งเพื่อไถ่ถอน
2. จำหน่ายง่าย เพราะมีอัตราตอบแทนสูงกว่าหุ้นบุริมสิทธิ และหุ้นกู้
3. เงินปันผลหรือผลตอบแทนที่จ่ายให้ผู้ถือหุ้นไม่ถือเป็นรายจ่ายประจำของบริษัท ซึ่งแตกต่างจากดอกเบี้ยจ่ายของหุ้นกู้
4. เป็นเงินทุนที่ถือเป็นเกราะป้องกันเจ้าหนี้ เพราะเงินทุนส่วนของผู้ถือหุ้นสามัญจะรับภาระความ เสี่ยงทางการเงินของธุรกิจให้กับเจ้าหนี้

ข้อเสียของการจัดหาเงินทุนโดยการออกหุ้นสามัญ
1. การออกหุ้นสามัญเพิ่ม จะทำให้อำนาจในการบริหารและควบคุมบริษัทของผู้ถือหุ้นเดิมต้องกระจายไป
2. การออกหุ้นสามัญเพิ่ม ทำให้กำไรต่อหุ้นลดลง เป็นผลให้ราคาตลาดของหุ้นสามัญลดลง
3. ค่าใช้จ่ายในการออกหุ้นสามัญสูงกว่าหุ้นบุริมสิทธิและหุ้นกู้
4. อัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้นสามัญสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยจ่ายหุ้นกู้
5. เงินปันผลจ่ายหุ้นสามัญไม่ถือเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษี 
(“หุ้นสามัญ,” 2555)


39 ความคิดเห็น:

  1. 5.6 การจัดหาเงินทุนระยะยาว
    แหล่งเงินทุน คือ เงินลงทุนที่หามาเพื่อใช้สำหรับการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร การจัดหารายได้ของธุรกิจจะมีมูลเหตุของเงินลงทุน 2 ลักษณะเป็นแหล่งเงินทุนที่ได้จากเจ้าของกิจการ ดังเช่นว่า เจ้าของธุรกิจชนิดธุรกิจผู้เดียวเป็นแหล่งเงินทุนที่ได้จากหน่วยงาน หรือสถาบันการเงินอื่นๆที่ให้บริการแก่ธุรกิจต่างๆดังเช่น แบงค์ไทยการค้าขาย
    เงินกู้ระยะยาวโดยความหมายแล้วคือ เงินกู้ที่มีระยะเวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป วัตถุประสงค์โดยส่วนใหญ่แล้ว เพื่อใช้ในการจัดหาสินทรัพย์ระยะยาว หรือสินทรัพย์ถาวร เช่น อาคาร โรงงาน เครื่องจักร เป็นต้น
    นางสาวชนิตา หวังสุข เลขที่ 14 กลุ่มเรียนจันทร์-เช้า

    ตอบลบ
  2. ความหมายของหุ้นบุริมสิทธิ
    หุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock) เป็นตราสารประเภททุนชนิดหนึ่งที่มีลักษณะกึ่งหนี้และกึ่งเจ้าของลักษณะที่คล้ายหนี้สิน คือ เงินปันผลของหุ้นบุริมสิทธิเป็นอัตราตายตัวและถือเป็นค่าใช้จ่ายคงที่ของบริษัทแม้ว่าบริษัทอาจงดจ่ายเงินปันผลในปีที่ไม่มีกำไรหรือภาวะทางการเงินไม่อำนวย ส่วนลักษณะที่คล้ายเจ้าของ คือ ในกรณีที่บริษัทเลิกกิจการ ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิเรียกร้องในสินทรัพย์ของบริษัทภายหลังเจ้าหนี้แต่ก่อนหุ้นสามัญ แต่ถ้าไม่มีสินทรัพย์เหลือหลังการชำระคืนเจ้าหนี้แล้ว ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิก็จะไม่ได้รับทุนคืนเช่นเดียวกับหุ้นสามัญ
    นางสาวสุพรรษา เวียงวัฒนชัย เลขที่ 13 กลุ่มวันจันทร์-เช้า

    ตอบลบ
  3. การจัดหาเงินทุนระยะยาว

    แหล่งเงินทุน คือ เงินลงทุนที่หามาเพื่อใช้สำหรับการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร การจัดหารายได้ของธุรกิจจะมีมูลเหตุของเงินลงทุน 2 ลักษณะเป็นแหล่งเงินทุนที่ได้จากเจ้าของกิจการ ดังเช่นว่า เจ้าของธุรกิจชนิดธุรกิจผู้เดียวเป็นแหล่งเงินทุนที่ได้จากหน่วยงาน หรือสถาบันการเงินอื่นๆที่ให้บริการแก่ธุรกิจต่างๆดังเช่น แบงค์ไทยการค้าขาย (“แหล่งเงินทุน,” 2561)
    เงินกู้ระยะยาวโดยความหมายแล้วคือ เงินกู้ที่มีระยะเวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป วัตถุประสงค์โดยส่วนใหญ่แล้ว เพื่อใช้ในการจัดหาสินทรัพย์ระยะยาว หรือสินทรัพย์ถาวร เช่น อาคาร โรงงาน เครื่องจักร เป็นต้น
    นางสาวเพ็ญนิภา ต้นทอง เลขที่11 กลุ่มจันทร์-เช้า

    ตอบลบ
  4. ความคิดเห็นนี้ถูกผู้เขียนลบ

    ตอบลบ
  5. การจัดหาเงินทุนระยะยาว
    แหล่งเงินทุน คือ เงินลงทุนที่หามาเพื่อใช้สำหรับการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร การจัดหารายได้ของธุรกิจจะมีมูลเหตุของเงินลงทุน 2 ลักษณะเป็นแหล่งเงินทุนที่ได้จากเจ้าของกิจการ ดังเช่นว่า เจ้าของธุรกิจชนิดธุรกิจผู้เดียวเป็นแหล่งเงินทุนที่ได้จากหน่วยงาน หรือสถาบันการเงินอื่นๆที่ให้บริการแก่ธุรกิจต่างๆดังเช่น แบงค์ไทยการค้าขาย (“แหล่งเงินทุน,” 2561)
    - แหล่งเงินทุนภายในและแหล่งเงินทุนภายนอก
    - พันธบัตรและหุ้นกู้
    - หุ้นบุริมสิทธิ
    - หุ้นสามัญ
    นางสาวปิยะเนตร เอ็นยอด เลขที่ 29 กลุ่มเรียนจันทร์เช้า

    ตอบลบ
  6. 5.6 การจัดหาเงินทุนระยะยาว

    แหล่งเงินทุน คือ เงินลงทุนที่หามาเพื่อใช้สำหรับการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร การจัดหารายได้ของธุรกิจจะมีมูลเหตุของเงินลงทุน 2 ลักษณะเป็นแหล่งเงินทุนที่ได้จากเจ้าของกิจการ
    แหล่งเงินทุนภายในและแหล่งเงินทุนภายนอก
    1. แหล่งเงินทุนภายในกิจการ (Internal Sources) คือ เงินทุนระยะยาวที่ได้รับจากผลการดำเนินงานในรอบระยะเวลาหนึ่ง
    2. แหล่งเงินทุนภายนอกกิจการ (External Sources) คือ แหล่งเงินทุนที่ได้จากการก่อหนี้ระยะยาวหรือการออกหลักทรัพย์ระยะยาวจำหน่ายให้กับผู้ลงทุน
    นางสาว สุนทรี ล้อมนาค เลขที่35 กลุ่มเรียนวันจันทร์-เช้า

    ตอบลบ
  7. แหล่งเงินทุน คือ เงินลงทุนที่หามาเพื่อใช้สำหรับการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร การจัดหารายได้ของธุรกิจจะมีมูลเหตุของเงินลงทุน 2 ลักษณะเป็นแหล่งเงินทุนที่ได้จากเจ้าของกิจการ ดังเช่นว่า เจ้าของธุรกิจชนิดธุรกิจผู้เดียวเป็นแหล่งเงินทุนที่ได้จากหน่วยงาน หรือสถาบันการเงินอื่นๆที่ให้บริการแก่ธุรกิจต่างๆดังเช่น แบงค์ไทยการค้าขาย (“แหล่งเงินทุน,” 2561)
    เงินกู้ระยะยาวโดยความหมายแล้วคือ เงินกู้ที่มีระยะเวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป วัตถุประสงค์โดยส่วนใหญ่แล้ว เพื่อใช้ในการจัดหาสินทรัพย์ระยะยาว หรือสินทรัพย์ถาวร เช่น อาคาร โรงงาน เครื่องจักร เป็นต้น
    แหล่งเงินทุนภายในและแหล่งเงินทุนภายนอก
    1. แหล่งเงินทุนภายในกิจการ (Internal Sources) คือ เงินทุนระยะยาวที่ได้รับจากผลการดำเนินงานในรอบระยะเวลาหนึ่ง
    2. แหล่งเงินทุนภายนอกกิจการ (External Sources) คือ แหล่งเงินทุนที่ได้จากการก่อหนี้ระยะยาวหรือการออกหลักทรัพย์ระยะยาวจำหน่ายให้กับผู้ลงทุน
    นางสาวปวีณา ศาลางาม เลขที่24 กลุ่มเรียนวันจันทร์เช้า

    ตอบลบ
  8. การจัดหาเงินทุนระยะยาว
    แหล่งเงินทุน คือ เงินลงทุนที่หามาเพื่อใช้สำหรับการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร การจัดหารายได้ของธุรกิจจะมีมูลเหตุของเงินลงทุน 2 ลักษณะเป็นแหล่งเงินทุนที่ได้จากเจ้าของกิจการ ดังเช่นว่า เจ้าของธุรกิจชนิดธุรกิจผู้เดียวเป็นแหล่งเงินทุนที่ได้จากหน่วยงาน หรือสถาบันการเงินอื่นๆที่ให้บริการแก่ธุรกิจต่างๆดังเช่น แบงค์ไทยการค้าขาย
    แหล่งเงินทุนภายในและแหล่งเงินทุนภายนอก
    1. แหล่งเงินทุนภายในกิจการ (Internal Sources) คือ เงินทุนระยะยาวที่ได้รับจากผลการดำเนินงานในรอบระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งจะมีจำนวนเงินทุนระยะยาวมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความสามารถในการดำเนินงาน แหล่งในทุนกิจการสามารถจัดหาได้จาก 3 แหล่ง คือ กำไรสุทธิ กำไรสะสม และ ค่าเสื่อมราคา
    2. แหล่งเงินทุนภายนอกกิจการ (External Sources) คือ แหล่งเงินทุนที่ได้จากการก่อหนี้ระยะยาวหรือการออกหลักทรัพย์ระยะยาวจำหน่ายให้กับผู้ลงทุน หรือผู้ที่สนใจโดยทั่วไปในตลาดทุน แหล่งเงินทุนภายนอกกิจการประกอบด้วย เงินกู้ยืมระยะยาว หุ้นสามัญระยะยาว และ หุ้นบุริมสิทธิ
    (นางสาวจริดา บุญภา เลขที่ 10 กลุ่มเรียนวันจันทร์ – เช้า)

    ตอบลบ
  9. การจัดหาเงินทุนระยะยาว

    แหล่งเงินทุน คือ เงินลงทุนที่หามาเพื่อใช้สำหรับการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร การจัดหารายได้ของธุรกิจจะมีมูลเหตุของเงินลงทุน 2 ลักษณะเป็นแหล่งเงินทุนที่ได้จากเจ้าของกิจการ ดังเช่นว่า เจ้าของธุรกิจชนิดธุรกิจผู้เดียวเป็นแหล่งเงินทุนที่ได้จากหน่วยงาน หรือสถาบันการเงินอื่นๆที่ให้บริการแก่ธุรกิจต่างๆดังเช่น แบงค์ไทยการค้าขาย (“แหล่งเงินทุน,” 2561)
    เงินกู้ระยะยาวโดยความหมายแล้วคือ เงินกู้ที่มีระยะเวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป วัตถุประสงค์โดยส่วนใหญ่แล้ว เพื่อใช้ในการจัดหาสินทรัพย์ระยะยาว หรือสินทรัพย์ถาวร เช่น อาคาร โรงงาน เครื่องจักร เป็นต้น
    นางสาวกัญญารัตน์ ศรีคุณ เลขที่1 กลุ่มเรียนวันจันทร์-เช้า

    ตอบลบ
  10. เงินกู้ระยะยาวโดยความหมายแล้วคือ เงินกู้ที่มีระยะเวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป วัตถุประสงค์โดยส่วนใหญ่แล้ว เพื่อใช้ในการจัดหาสินทรัพย์ระยะยาว หรือสินทรัพย์ถาวร เช่น อาคารสำนักงาน โรงงาน เครื่องจักร เป็นต้น
    การจัดหาเงินทุนระยะยาวแบ่งออกเป็น 2 แหล่ง ได้แก่
    1. การจัดหาเงินทุนระยะยาว จากภายในกิจการ
    2. การจัดหาเงินทุนระยะยาว จากภายนอกกิจการ
    น.ส.นภัสวรรณ พิศเพ็ง เลขที่22 กลุ่มเรียน จันทร์เช้า

    ตอบลบ
  11. แหล่งเงินทุน คือ เงินลงทุนที่หามาเพื่อใช้สำหรับการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร การจัดหารายได้ของธุรกิจจะมีมูลเหตุของเงินลงทุน 2 ลักษณะ
    1. แหล่งเงินทุนภายในกิจการ (Internal Sources) คือ เงินทุนระยะยาวที่ได้รับจากผลการดำเนินงานในรอบระยะเวลาหนึ่ง
    2. แหล่งเงินทุนภายนอกกิจการ (External Sources) คือ แหล่งเงินทุนที่ได้จากการก่อหนี้ระยะยาวหรือการออกหลักทรัพย์ระยะยาวจำหน่ายให้กับผู้ลงทุน
    น.ส.อัจฉราภรณ์ จองอยู่ เลขที่19 กลุ่มเรียนจันทร์-เช้า

    ตอบลบ
  12. แหล่งเงินทุน คือ เงินลงทุนที่หามาเพื่อใช้สำหรับการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร การจัดหารายได้ของธุรกิจจะมีมูลเหตุของเงินลงทุน 2 ลักษณะเป็นแหล่งเงินทุนที่ได้จากเจ้าของกิจการ ดังเช่นว่า เจ้าของธุรกิจชนิดธุรกิจผู้เดียวเป็นแหล่งเงินทุนที่ได้จากหน่วยงาน หรือสถาบันการเงินอื่นๆที่ให้บริการแก่ธุรกิจต่างๆดังเช่น แบงค์ไทยการค้าขาย (“แหล่งเงินทุน,” 2561)
    เงินกู้ระยะยาวโดยความหมายแล้วคือ เงินกู้ที่มีระยะเวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป วัตถุประสงค์โดยส่วนใหญ่แล้ว เพื่อใช้ในการจัดหาสินทรัพย์ระยะยาว หรือสินทรัพย์ถาวร เช่น อาคาร โรงงาน เครื่องจักร เป็นต้น

    นายนิกร เสาแบน เลขที่34 กลุ่มเรียนจันทร์-เช้า

    ตอบลบ

  13. แหล่งเงินทุน คือ เงินลงทุนที่หามาเพื่อใช้สำหรับการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร การจัดหารายได้ของธุรกิจจะมีมูลเหตุของเงินลงทุน 2 ลักษณะ
    1. แหล่งเงินทุนภายในกิจการ (Internal Sources) คือ เงินทุนระยะยาวที่ได้รับจากผลการดำเนินงานในรอบระยะเวลาหนึ่ง
    2. แหล่งเงินทุนภายนอกกิจการ (External Sources) คือ แหล่งเงินทุนที่ได้จากการก่อหนี้ระยะยาวหรือการออกหลักทรัพย์ระยะยาวจำหน่ายให้กับผู้ลงทุน
    พลอยพัชรินทร์ นามเวช เลขที่25 กลุ่มเรียนวันจันทร์-เช้า

    ตอบลบ
  14. แหล่งเงินทุน คือ เงินลงทุนที่หามาเพื่อใช้สำหรับการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร การจัดหารายได้ของธุรกิจจะมีมูลเหตุของเงินลงทุน 2 ลักษณะเป็นแหล่งเงินทุนที่ได้จากเจ้าของกิจการ ดังเช่นว่า เจ้าของธุรกิจชนิดธุรกิจผู้เดียวเป็นแหล่งเงินทุนที่ได้จากหน่วยงาน หรือสถาบันการเงินอื่นๆที่ให้บริการแก่ธุรกิจต่างๆดังเช่น แบงค์ไทยการค้าขาย
    เงินกู้ระยะยาวโดยความหมายแล้วคือ เงินกู้ที่มีระยะเวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป วัตถุประสงค์โดยส่วนใหญ่แล้ว เพื่อใช้ในการจัดหาสินทรัพย์ระยะยาว หรือสินทรัพย์ถาวร เช่น อาคาร โรงงาน เครื่องจักร เป็นต้นยาว
    แหล่งเงินทุนภายในกิจการ (Internal Sources) คือ เงินทุนระยะยาวที่ได้รับจากผลการดำเนินงานในรอบระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งจะมีจำนวนเงินทุนระยะยาวมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความสามารถในการดำเนินงาน
    แหล่งเงินทุนภายนอกกิจการ (External Sources) คือ แหล่งเงินทุนที่ได้จากการก่อหนี้ระยะยาวหรือการออกหลักทรัพย์ระยะยาวจำหน่ายให้กับผู้ลงทุน หรือผู้ที่สนใจโดยทั่วไปในตลาดทุน แหล่งเงินทุนภายนอกกิจการ
    พันธบัตร คือ ตราสารทางการเงินรูปแบบหนึ่งที่ออกโดยรัฐบาล รัฐวิสาหกิจ และ สถาบันการเงินที่มีกฎหมายจัดตั้งขึ้นมา จุดประสงค์ในการออกพันธบัตรก็เพื่อระดมเงินทุนจากนักลงทุนสถาบันและประชาชน ทั่วไป โดยถือว่าผู้ออกพันธบัตรนั้นมีฐานะเป็นลูกหนี้ที่จะต้องมีภาระในการจ่ายคืนหนี้ให้กับผู้ถือพันธบัตรซึ่งมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ของผู้ออกพันธบัตรต่อไปในอนาคต โดยที่จำนวนเงินที่ต้องจ่ายคืน ระยะเวลา และ อัตราผลตอบแทน ขึ้นกับสัญญาที่ได้กำหนดเอาไว้
    หุ้นกู้ คือ ตราสารที่จ่ายผลตอบแทนแน่นอนประเภทหนึ่งที่ออกโดยธุรกิจต่างๆ เพื่อระดมทุนไปลงทุนในสินทรัพย์ประเภททุน เช่น โรงงาน อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องจักร หรือเพื่อเป็นทุนหมุนเวียน หุ้นกู้ทุกประเภทจะต้องมีการกำหนดเงื่อนไขหรือที่เรียกว่ายข้อกำหนดของหุ้นกู้ (Indenture) ซึ่งเป็นข้อตกลงตามกฎหมายที่ระบุภาระผูกพันของผู้ออกหุ้นกู้ที่มีต่อผู้ลงทุน การแบ่งประเภทของหุ้นกู้อาจทำได้หลายวิธีทั้งนี้แล้วแต่จะใช้หลักการใดในการแบ่ง อาทิเช่น แบ่งตามอันดับความน่าเชื่อถือ ซึ่งจัดทำโดยสถาบันการจัดอันดับความน่าเชื่อถือโดยดูจากโอกาสที่ผู้ออกหุ้นกู้จะไม่สามารถชำระหนี้ได้
    นางสาวสุพิชฌาย์ บุญเลิศ เลขที่ 41 กลุ่มเรียนวันจันทร์-เช้า

    ตอบลบ
  15. การจัดหาเงินทุนระยะยาว
    เงินกู้ระยะยาวโดยความหมายแล้วคือ เงินกู้ที่มีระยะเวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป วัตถุประสงค์โดยส่วนใหญ่แล้ว เพื่อใช้ในการจัดหาสินทรัพย์ระยะยาว หรือสินทรัพย์ถาวร เช่น อาคารสำนักงาน โรงงาน เครื่องจักร เป็นต้น
    การจัดหาเงินทุนระยะยาวแบ่งออกเป็น 2 แหล่ง ได้แก่
    1. การจัดหาเงินทุนระยะยาว จากภายในกิจการ
    2. การจัดหาเงินทุนระยะยาว จากภายนอกกิจการ
    การจัดหาเงินทุนระยะยาวจากแหล่งเงินทุนภายในกิจการ ( Internal Long - Term Financing ) ได้แก่
    1.ค่าเสื่อมราคา
    2.กำไรสะสม
    การจัดหาเงินทุนระยะยาวจากแหล่งเงินทุนภายนอกกิจการ ( External Long - Term Financing ) ได้แก่

    1.สถาบันการเงิน
    1.1 สถาบันการเงิน เช่น ธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุน
    1.2 สถาบันการเงินเฉพาะประเภท เช่น บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
    1.3 บริษัทประกันชีวิตและประกันภัย
    2.ออกหุ้นหลักทรัพย์ จำหน่ายแก่บุคคลทั่วไป เช่น หุ้นกู้ พันธบัตร หุ้นบุริมสิทธฺ์ หุ้นสามัญ
    นางสาวณัฏฐนิชา วรรณบุตร เลขที่27 จันทร์-เช้า

    ตอบลบ
  16. แหล่งเงินทุน คือ เงินลงทุนที่หามาเพื่อใช้สำหรับการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร การจัดหารายได้ของธุรกิจจะมีมูลเหตุของเงินลงทุน 2 ลักษณะ
    1. แหล่งเงินทุนภายในกิจการ (Internal Sources) คือ เงินทุนระยะยาวที่ได้รับจากผลการดำเนินงานในรอบระยะเวลาหนึ่ง ได้แก่ กำไรสุทธิ กำไรสะสม ค่าเสื่อมราคา เป็นต้น
    2. แหล่งเงินทุนภายนอกกิจการ (External Sources) คือ แหล่งเงินทุนที่ได้จากการก่อหนี้ระยะยาวหรือการออกหลักทรัพย์ระยะยาวจำหน่ายให้กับผู้ลงทุน ได้แก่ เงินกู้ยืมระยะยาว หุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ สิทธิในการออกเสียง เป็นต้น
    พันธบัตร (Bond)ตราสารทางการเงินรูปแบบหนึ่งที่ออกโดยรัฐบาล รัฐวิสาหกิจ และ สถาบันการเงินที่มีกฎหมายจัดตั้งขึ้นมา
    ชนิดของพันธบัตร 1. พันธบัตรรัฐบาล (Government Bond) 2. พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ (State-Owned Enterprise Bonds
    หุ้นกู้ คือ ตราสารที่จ่ายผลตอบแทนแน่นอนประเภทหนึ่งที่ออกโดยธุรกิจต่างๆ เช่น หุ้นกู้มีประกัน หุ้นกู้ไม่มีประกัน หุ้นกู้ด้อยสิทธิ หุ้นกู้รายได้ หุ้นกู้แปลงสภาพ
    หุ้นบุริมสิทธิ คือ ตราสารประเภททุนชนิดหนึ่งที่มีลักษณะกึ่งหนี้และกึ่งเจ้าคล้ายหนี้สิน ได้แก่ หุ้นบุริมสิทธิชนิดสะสม หุ้นบุริมสิทธิชนิดไม่สะสม หุ้นบุริมสิทธิชนิดร่วมรับ
    หุ้นสามัญ คือ บางคนก็เรียกว่าหุ้นทุน คือ ตราสารทุนที่บ่งบอกถึงการมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของบริษัท
    นางสาวมยุรี ศรีชัย เลขที่ 32 กลุ่มมเรียนวันจันทร์-เช้า

    ตอบลบ

  17. ข้อเสียของการจัดหาเงินทุนโดยการออกหุ้นสามัญ
    1. การออกหุ้นสามัญเพิ่ม จะทำให้อำนาจในการบริหารและควบคุมบริษัทของผู้ถือหุ้นเดิมต้องกระจายไป
    2. การออกหุ้นสามัญเพิ่ม ทำให้กำไรต่อหุ้นลดลง เป็นผลให้ราคาตลาดของหุ้นสามัญลดลง
    3. ค่าใช้จ่ายในการออกหุ้นสามัญสูงกว่าหุ้นบุริมสิทธิและหุ้นกู้
    4. อัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้นสามัญสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยจ่ายหุ้นกู้
    5. เงินปันผลจ่ายหุ้นสามัญไม่ถือเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษี
    นางสาวอรุณรุ่ง เมืองนาเลขที่21 กลุ่มเรียนจันทร์-เช้า

    ตอบลบ
  18. การจัดหาเงินทุนระยะยาว
    แหล่งเงินทุน คือ เงินลงทุนที่หามาเพื่อใช้สำหรับการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร การจัดหารายได้ของธุรกิจจะมีมูลเหตุของเงินลงทุน 2 ลักษณะเป็นแหล่งเงินทุนที่ได้จากเจ้าของกิจการ ดังเช่นว่า เจ้าของธุรกิจชนิดธุรกิจผู้เดียวเป็นแหล่งเงินทุนที่ได้จากหน่วยงาน หรือสถาบันการเงินอื่นๆที่ให้บริการแก่ธุรกิจต่างๆดังเช่น แบงค์ไทยการค้าขาย
    แหล่งเงินทุนภายในและแหล่งเงินทุนภายนอก
    1. แหล่งเงินทุนภายในกิจการ (Internal Sources) คือ เงินทุนระยะยาวที่ได้รับจากผลการดำเนินงานในรอบระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งจะมีจำนวนเงินทุนระยะยาวมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความสามารถในการดำเนินงาน แหล่งในทุนกิจการสามารถจัดหาได้จาก 3 แหล่ง คือ กำไรสุทธิ กำไรสะสม และ ค่าเสื่อมราคา
    2. แหล่งเงินทุนภายนอกกิจการ (External Sources) คือ แหล่งเงินทุนที่ได้จากการก่อหนี้ระยะยาวหรือการออกหลักทรัพย์ระยะยาวจำหน่ายให้กับผู้ลงทุน หรือผู้ที่สนใจโดยทั่วไปในตลาดทุน แหล่งเงินทุนภายนอกกิจการประกอบด้วย เงินกู้ยืมระยะยาว หุ้นสามัญระยะยาว และ หุ้นบุริมสิทธิ

    นางสาวกรรณิภา เพิ่มทรัพย์ เลขที่ 1 จันทร์-เช้า

    ตอบลบ
  19. การหาแหล่งเงินทุนเพื่อมาใช้ในธุรกิจทำให้สามารถดำเนินงานได้คล่องการหาแหล่งเงินทุนมี 2 แบ่ง 1 แหล่งเงินทุนภายใน 2 แหล่งเงินทุนภายนอกพทธบาทคือเงินรูปแบบหนึ่งที่ออกโดยรัฐวิสหกิจโดยเงินที่จ่ายคืนระยะเวลาและอัตราผลตอบแทนขึ้นอยู่กับสัญญาที่กำหนดไว้
    นางสาวอมรรัตน์ เรืองสุขสุด เลขที่20 กลุ่มเรียนจันทร์เช้า

    ตอบลบ
  20. แหล่งเงินทุน คือ เงินลงทุนที่หามาเพื่อใช้สำหรับการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร การจัดหารายได้ของธุรกิจจะมีมูลเหตุของเงินลงทุน 2 ลักษณะ
    1. แหล่งเงินทุนภายในกิจการ (Internal Sources) คือ เงินทุนระยะยาวที่ได้รับจากผลการดำเนินงานในรอบระยะเวลาหนึ่ง ได้แก่ กำไรสุทธิ กำไรสะสม ค่าเสื่อมราคา เป็นต้น
    2. แหล่งเงินทุนภายนอกกิจการ (External Sources) คือ แหล่งเงินทุนที่ได้จากการก่อหนี้ระยะยาวหรือการออกหลักทรัพย์ระยะยาวจำหน่ายให้กับผู้ลงทุน ได้แก่ เงินกู้ยืมระยะยาว หุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ สิทธิในการออกเสียง เป็นต้น
    พันธบัตร (Bond)ตราสารทางการเงินรูปแบบหนึ่งที่ออกโดยรัฐบาล รัฐวิสาหกิจ และ สถาบันการเงินที่มีกฎหมายจัดตั้งขึ้นมา
    ชนิดของพันธบัตร 1. พันธบัตรรัฐบาล (Government Bond) 2. พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ (State-Owned Enterprise Bonds
    หุ้นกู้ คือ ตราสารที่จ่ายผลตอบแทนแน่นอนประเภทหนึ่งที่ออกโดยธุรกิจต่างๆ เช่น หุ้นกู้มีประกัน หุ้นกู้ไม่มีประกัน หุ้นกู้ด้อยสิทธิ หุ้นกู้รายได้ หุ้นกู้แปลงสภาพ
    หุ้นบุริมสิทธิ คือ ตราสารประเภททุนชนิดหนึ่งที่มีลักษณะกึ่งหนี้และกึ่งเจ้าคล้ายหนี้สิน ได้แก่ หุ้นบุริมสิทธิชนิดสะสม หุ้นบุริมสิทธิชนิดไม่สะสม หุ้นบุริมสิทธิชนิดร่วมรับ
    หุ้นสามัญ คือ บางคนก็เรียกว่าหุ้นทุน คือ ตราสารทุนที่บ่งบอกถึงการมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของบริษัท

    นางสาวแววพลอย คงชนะ เลขที่4 จันทร์เช้า

    ตอบลบ
  21. แหล่งเงินทุน คือ เงินลงทุนที่หามาเพื่อใช้สำหรับการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร การจัดหารายได้ของธุรกิจจะมีมูลเหตุของเงินลงทุน 2 ลักษณะเป็นแหล่งเงินทุนที่ได้จากเจ้าของกิจการ ดังเช่นว่า เจ้าของธุรกิจชนิดธุรกิจผู้เดียวเป็นแหล่งเงินทุนที่ได้จากหน่วยงาน
    พันธบัตร (Bond)
    พันธบัตร คือ ตราสารทางการเงินรูปแบบหนึ่งที่ออกโดยรัฐบาล รัฐวิสาหกิจ และ สถาบันการเงินที่มีกฎหมายจัดตั้งขึ้นมา จุดประสงค์ในการออกพันธบัตรก็เพื่อระดมเงินทุนจากนักลงทุนสถาบันและประชาชน ทั่วไป โดยถือว่าผู้ออกพันธบัตรนั้นมีฐานะเป็นลูกหนี้ที่จะต้องมีภาระในการจ่ายคืนหนี้ให้กับผู้ถือพันธบัตรซึ่งมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ของผู้ออกพันธบัตรต่อไปในอนาคต โดยที่จำนวนเงินที่ต้องจ่ายคืน ระยะเวลา และ อัตราผลตอบแทน ขึ้นกับสัญญาที่ได้กำหนดเอาไว้
    นางสาวนิภารัตน์ วังสันต์เลขที่17. กลุ่มเรียนจันทร์เช้า

    ตอบลบ
    คำตอบ
    1. 5.6
      ข้อเสียของการจัดหาเงินทุนโดยการออกหุ้นสามัญ
      1. การออกหุ้นสามัญเพิ่ม จะทำให้อำนาจในการบริหารและควบคุมบริษัทของผู้ถือหุ้นเดิมต้องกระจายไป
      2. การออกหุ้นสามัญเพิ่ม ทำให้กำไรต่อหุ้นลดลง เป็นผลให้ราคาตลาดของหุ้นสามัญลดลง
      3. ค่าใช้จ่ายในการออกหุ้นสามัญสูงกว่าหุ้นบุริมสิทธิและหุ้นกู้
      4. อัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้นสามัญสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยจ่ายหุ้นกู้
      5. เงินปันผลจ่ายหุ้นสามัญไม่ถือเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษี(น.ส.วรวรรณ จันทรารักษ์ เลขที่3 )

      ลบ
  22. 5.6
    ข้อเสียของการจัดหาเงินทุนโดยการออกหุ้นสามัญ
    1. การออกหุ้นสามัญเพิ่ม จะทำให้อำนาจในการบริหารและควบคุมบริษัทของผู้ถือหุ้นเดิมต้องกระจายไป
    2. การออกหุ้นสามัญเพิ่ม ทำให้กำไรต่อหุ้นลดลง เป็นผลให้ราคาตลาดของหุ้นสามัญลดลง
    3. ค่าใช้จ่ายในการออกหุ้นสามัญสูงกว่าหุ้นบุริมสิทธิและหุ้นกู้
    4. อัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้นสามัญสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยจ่ายหุ้นกู้
    5. เงินปันผลจ่ายหุ้นสามัญไม่ถือเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษี (นางสาวจุฑาภรณ์ หาญอาษา เลขที่2 จันทร์-เช้า)

    ตอบลบ
  23. แหล่งเงินทุน คือ เงินลงทุนที่หามาเพื่อใช้สำหรับการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร การจัดหารายได้ของธุรกิจจะมีมูลเหตุของเงินลงทุน 2 ลักษณะ
    1. แหล่งเงินทุนภายในกิจการ (Internal Sources) คือ เงินทุนระยะยาวที่ได้รับจากผลการดำเนินงานในรอบระยะเวลาหนึ่ง ได้แก่ กำไรสุทธิ กำไรสะสม ค่าเสื่อมราคา เป็นต้น
    2. แหล่งเงินทุนภายนอกกิจการ (External Sources) คือ แหล่งเงินทุนที่ได้จากการก่อหนี้ระยะยาวหรือการออกหลักทรัพย์ระยะยาวจำหน่ายให้กับผู้ลงทุน ได้แก่ เงินกู้ยืมระยะยาว หุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ สิทธิในการออกเสียง เป็นต้น
    พันธบัตร (Bond)ตราสารทางการเงินรูปแบบหนึ่งที่ออกโดยรัฐบาล รัฐวิสาหกิจ และ สถาบันการเงินที่มีกฎหมายจัดตั้งขึ้นมา
    ชนิดของพันธบัตร 1. พันธบัตรรัฐบาล (Government Bond) 2. พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ (State-Owned Enterprise Bonds
    หุ้นกู้ คือ ตราสารที่จ่ายผลตอบแทนแน่นอนประเภทหนึ่งที่ออกโดยธุรกิจต่างๆ เช่น หุ้นกู้มีประกัน หุ้นกู้ไม่มีประกัน หุ้นกู้ด้อยสิทธิ หุ้นกู้รายได้ หุ้นกู้แปลงสภาพ
    หุ้นบุริมสิทธิ คือ ตราสารประเภททุนชนิดหนึ่งที่มีลักษณะกึ่งหนี้และกึ่งเจ้าคล้ายหนี้สิน ได้แก่ หุ้นบุริมสิทธิชนิดสะสม หุ้นบุริมสิทธิชนิดไม่สะสม หุ้นบุริมสิทธิชนิดร่วมรับ
    หุ้นสามัญ คือ บางคนก็เรียกว่าหุ้นทุน คือ ตราสารทุนที่บ่งบอกถึงการมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของบริษัท
    นางสาวสุณิสา สุขชิด เลขที่ 8 กลุ่มมเรียนวันจันทร์-เช้า

    ตอบลบ
  24. การจัดหาเงินทุนระยะยาวแบ่งออกเป็น 2 แหล่ง ได้แก่
    1. แหล่งเงินทุนภายในกิจการ (Internal Sources) คือ เงินทุนระยะยาวที่ได้รับจากผลการดำเนินงานในรอบระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งจะมีจำนวนเงินทุนระยะยาวมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความสามารถในการดำเนินงาน แหล่งในทุนกิจการสามารถจัดหาได้จาก 3 แหล่ง คือ
    1.1 กำไรสุทธิ (Net Income) เป็นแหล่งเงินทุนที่ธุรกิจได้จากผลการดำเนินงานซึ่งมีรายได้มากกว่าค่าใช้จ่ายในรอบระยะเวลาหนึ่ง
    1.2 กำไรสะสม (Retained Earning) เป็นแหล่งเงินทุนที่ธุรกิจดำเนินงานและมีกำไรสุทธิเกิดขึ้นในแต่ละงวดบัญชี ส่วนหนึ่งของกำไรสุทธินั้นต้องจัดสรรแบ่งคืนให้ผู้ถือหุ้นในรูปของเงินปันผล ที่เหลือนอกนั้นจะอยู่ในบัญชีกำไรสะสมของกิจการเพื่อกิจการได้ใช้ในการลงทุนต่อหรือขยายงาน
    1.3 ค่าเสื่อมราคา (Depreciation) เป็นแหล่งเงินทุนระยะยาวของธุรกิจที่เกิดจากการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร และตัดจำหน่ายเงินลงทุนในแต่ละงวด เพื่อให้สอดคล้องกับการใช้งานและรายได้ที่เกิดจากการใช้สินทรัพย์ถาวรนั้นๆ ค่าเสื่อมราคาถือเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้เป็นเงินสด และนำไปหักออกจากภาษีเงินได้ ถือเป็นแหล่งเงินทุนที่ไม่มีต้นทุนของเงินทุน

    2. แหล่งเงินทุนภายนอกกิจการ (External Sources) เป็นแหล่งเงินทุนที่ได้จากการก่อหนี้ระยะยาวหรือการออกหลักทรัพย์ระยะยาวจำหน่ายให้กับผู้ลงทุน หรือผู้ที่สนใจโดยทั่วไปในตลาดทุน แหล่งเงินทุนภายนอกกิจการ สามารถจัดหาได้ 4 วิธี

    2.1 เงินกู้ยืมระยะยาว (Long Term Debt) เป็นการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงิน เช่น ธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินเฉพาะกิจ การกู้เงินระยะยาวมักจะออกมาในรูปของการกู้โดยมีโครงการลงทุนมาเสนอต่อธนาคารพาณิชย์ซึ่งในโครงการลงทุน จะระบุรายละเอียดต่างๆ พร้อมกับจำนวนเงินที่ต้องการและระยะเวลาในการชำระหนี้

    2.2 หุ้นสามัญ (Common Stock) การออกหุ้นสามัญเป็นการจัดหาเงินทุนระยะยาวที่สำคัญแบบไม่มีกำหนดระยะเวลาการชำระคืน ผู้บริหารสามารถนำเงินทุนที่ได้นี้ไปใช้ในการดำเงินงานอย่างมีประสิทธิภาพ และมีความคล่องตัวเพราะไม่ต้องรอระยะเวลาไถ่ถอน นอกจากนั้นหุ้นสามัญยังถือเป็นหลักทรัพย์แสดงความเป็นเจ้าของธุรกิจอีกด้วย
    น.ส พิจิตรา หอมเนียม เลขที่28
    จันทร์-บ่าย

    ตอบลบ
  25. การจัดหาเงินทุนระยะยาว
    แหล่งเงินทุน คือ เงินลงทุนที่หามาเพื่อใช้สำหรับการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร การจัดหารายได้ของธุรกิจจะมีมูลเหตุของเงินลงทุน 2 ลักษณะเป็นแหล่งเงินทุนที่ได้จากเจ้าของกิจการ ดังเช่นว่า เจ้าของธุรกิจชนิดธุรกิจผู้เดียวเป็นแหล่งเงินทุนที่ได้จากหน่วยงาน หรือสถาบันการเงินอื่นๆที่ให้บริการแก่ธุรกิจต่างๆดังเช่น แบงค์ไทยการค้าขายเงินกู้ระยะยาวโดยความหมายแล้วคือ เงินกู้ที่มีระยะเวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป วัตถุประสงค์โดยส่วนใหญ่แล้ว เพื่อใช้ในการจัดหาสินทรัพย์ระยะยาว หรือสินทรัพย์ถาวร เช่น อาคาร โรงงาน เครื่องจักร เป็นต้น
    (นางสาวพรสวรรค์ หาสุข เลขที่36 กลุ่มเรียน วันจันทร์ เช้า)

    ตอบลบ
  26. แหล่งเงินทุน คือ เงินลงทุนที่หามาเพื่อใช้สำหรับการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร การจัดหารายได้ของธุรกิจจะมีมูลเหตุของเงินลงทุน 2 ลักษณะเป็นแหล่งเงินทุนที่ได้จากเจ้าของกิจการ ดังเช่นว่า เจ้าของธุรกิจชนิดธุรกิจผู้เดียวเป็นแหล่งเงินทุนที่ได้จากหน่วยงาน หรือสถาบันการเงินอื่นๆที่ให้บริการแก่ธุรกิจต่างๆดังเช่น แบงค์ไทยการค้าขาย
    เงินกู้ระยะยาวโดยความหมายแล้วคือ เงินกู้ที่มีระยะเวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป วัตถุประสงค์โดยส่วนใหญ่แล้ว เพื่อใช้ในการจัดหาสินทรัพย์ระยะยาว หรือสินทรัพย์ถาวร เช่น อาคาร โรงงาน เครื่องจักร เป็นต้น
    1. แหล่งเงินทุนภายในกิจการ (Internal Sources) คือ เงินทุนระยะยาวที่ได้รับจากผลการดำเนินงานในรอบระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งจะมีจำนวนเงินทุนระยะยาวมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความสามารถในการดำเนินงาน
    2. แหล่งเงินทุนภายนอกกิจการ (External Sources) คือ แหล่งเงินทุนที่ได้จากการก่อหนี้ระยะยาวหรือการออกหลักทรัพย์ระยะยาวจำหน่ายให้กับผู้ลงทุน หรือผู้ที่สนใจโดยทั่วไปในตลาดทุน แหล่งเงินทุนภายนอกกิจการ
    (น.ส สุกัญญา สุดฉลาด กลุ่มเรียนวันจันทร์-เช้า เลขที่ 6)

    ตอบลบ
  27. ความคิดเห็นนี้ถูกผู้เขียนลบ

    ตอบลบ
  28. 5.6)การจัดหาเงินทุนระยะยาว

    แหล่งเงินทุน คือ เงินลงทุนที่หามาเพื่อใช้สำหรับการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร การจัดหารายได้ของธุรกิจจะมีมูลเหตุของเงินลงทุน 2 ลักษณะ
    1. แหล่งเงินทุนภายในกิจการ
    2. แหล่งเงินทุนภายนอกกิจการ

    พันธบัตรและหุ้นกู้

    พันธบัตร (Bond)
    พันธบัตร คือ ตราสารทางการเงินรูปแบบหนึ่งที่ออกโดยรัฐบาล รัฐวิสาหกิจ และ สถาบันการเงินที่มีกฎหมายจัดตั้งขึ้นมา

    ผลตอบแทนจากการถือพันธบัตร
    ผลตอบแทนที่ผู้ถือตราสารได้รับนับจากวันซื้อจนถึงวันครบกำหนดไถ่ถอน ซึ่งประกอบด้วยดอกเบี้ย และผลตอบแทนจากส่วนต่างระหว่างราคาซื้อและราคาขาย ผลตอบแทนของพันธบัตรเป็นสิ่งจูงใจให้คนถือพันธบัตร ผลตอบแทนอาจแบ่งเป็น 3 ลักษณะดังนี้ 1.) ผลตอบแทนคิดเป็นตัวเงิน (nominal yield)ได้แก่จำนวนเงินจากดอกเบี้ยและผลตอบแทน อื่นๆ  2.) ผลตอบแทนในปัจจุบัน (current yield) คือดอกเบี้ยรับเทียบกับราคาพันธบัตรที่ซื้อมา ผลตอบแทนปัจจุบันอาจไม่สามารถสะท้อนถึงผลตอบแทนของพันธบัตรที่แท้จริง เพราะไม่ได้คำนึงถึงราคาซื้อและราคา ขาย และ 3.) ผลตอบแทนเมื่อครบกำหนด ( yield to maturity) เป็นผลตอบแทน ในรูปดอกเบี้ยและราคาพันธบัตรเทียบกับราคาที่ซื้อมา

    อัตราดอกเบี้ย (coupon rate)
    อัตราดอกเบี้ย คือ เงินที่รัฐบาลสัญญาว่าจะจ่ายให้ผู้ถือพันธบัตรเป็นระยะๆ

    หุ้นกู้  (Corporate bond)
    หุ้นกู้ คือ ตราสารที่จ่ายผลตอบแทนแน่นอนประเภทหนึ่งที่ออกโดยธุรกิจต่างๆ เพื่อระดมทุนไปลงทุนในสินทรัพย์ประเภททุน

    ข้อดีของการลงทุนในหุ้นกู้แปลงสภาพ ผู้ลงทุนได้ทราบถึงราคาแปลงสภาพที่แน่นอน

    การไถ่ถอนหุ้นกู้
    การไถ่ถอนหุ้นกู้ อาจทำได้ 2 แบบ คือ ไถ่ถอนเมื่อครบกำหนดอายุของหุ้นกู้และไถ่ถอนก่อนครบกำหนดอายุ สำหรับการไถ่ถอนก่อนกำหนดนั้นทำได้หลายวิธี

    ข้อเสียของการจัดหาเงินทุนโดยการออกหุ้นสามัญ
    1. การออกหุ้นสามัญเพิ่ม
    2. การออกหุ้นสามัญเพิ่ม
    3. ค่าใช้จ่ายในการออกหุ้นสามัญสูงกว่าหุ้นบุริมสิทธิและหุ้นกู้
    4. อัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้นสามัญสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยจ่ายหุ้นกู้
    5. เงินปันผลจ่ายหุ้นสามัญไม่ถือเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษี 

    ชื่อ นิรมล พรรณา ( จันทร์-เช้า) เลขที่ 18

    ตอบลบ
  29. 5.6 การจัดหาเงินทุนระยะยาว

    แหล่งเงินทุน คือ เงินลงทุนที่หามาเพื่อใช้สำหรับการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร การจัดหารายได้ของธุรกิจจะมีมูลเหตุของเงินลงทุน 2 ลักษณะเป็นแหล่งเงินทุนที่ได้จากเจ้าของกิจการ
    5.6.1 แหล่งเงินทุนภายในและแหล่งเงินทุนภายนอก
    1. แหล่งเงินทุนภายในกิจการ (Internal Sources) คือ เงินทุนระยะยาวที่ได้รับจากผลการดำเนินงานในรอบระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งจะมีจำนวนเงินทุนระยะยาวมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความสามารถในการดำเนินงาน แหล่งในทุนกิจการสามารถจัดหาได้จาก 3 แหล่ง คือ
    1.1 กำไรสุทธิ (Net Income)
    1.2 กำไรสะสม (Retained Earning)
    1.3 ค่าเสื่อมราคา (Depreciation)
    2. แหล่งเงินทุนภายนอกกิจการ (External Sources) คือ แหล่งเงินทุนที่ได้จากการก่อหนี้ระยะยาวหรือการออกหลักทรัพย์ระยะยาวจำหน่ายให้กับผู้ลงทุน หรือผู้ที่สนใจโดยทั่วไปในตลาดทุน แหล่งเงินทุนภายนอกกิจการ สามารถจัดหาได้ 4 วิธี
    2.1 เงินกู้ยืมระยะยาว (Long Term Debt)
    2.2 หุ้นสามัญ (Common Stock)
    2.3 หุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock)

    5.6.2 พันธบัตรและหุ้นกู้
    พันธบัตร (Bond)
    พันธบัตร คือ ตราสารทางการเงินรูปแบบหนึ่งที่ออกโดยรัฐบาล รัฐวิสาหกิจ และ สถาบันการเงินที่มีกฎหมายจัดตั้งขึ้นมา จุดประสงค์ในการออกพันธบัตรก็เพื่อระดมเงินทุนจากนักลงทุนสถาบันและประชาชน ทั่วไป โดยถือว่าผู้ออกพันธบัตรนั้นมีฐานะเป็นลูกหนี้ที่จะต้องมีภาระในการจ่ายคืนหนี้ให้กับผู้ถือพันธบัตรซึ่งมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ของผู้ออกพันธบัตรต่อไปในอนาคต โดยที่จำนวนเงินที่ต้องจ่ายคืน ระยะเวลา และ อัตราผลตอบแทน ขึ้นกับสัญญาที่ได้กำหนดเอาไว้
    ชนิดของพันธบัตร
    1. พันธบัตรรัฐบาล (Government Bond)
    2. พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ (State-Owned Enterprise Bonds)

    ผลตอบแทนจากการถือพันธบัตร
    ผลตอบแทนที่ผู้ถือตราสารได้รับนับจากวันซื้อจนถึงวันครบกำหนดไถ่ถอน ซึ่งประกอบด้วยดอกเบี้ย และผลตอบแทนจากส่วนต่างระหว่างราคาซื้อและราคาขาย ผลตอบแทนของพันธบัตรเป็นสิ่งจูงใจให้คนถือพันธบัตร ผลตอบแทนอาจแบ่งเป็น 3 ลักษณะดังนี้ 1.) ผลตอบแทนคิดเป็นตัวเงิน (nominal yield)ได้แก่จำนวนเงินจากดอกเบี้ยและผลตอบแทน อื่นๆ 2.) ผลตอบแทนในปัจจุบัน (current yield) คือดอกเบี้ยรับเทียบกับราคาพันธบัตรที่ซื้อมา ผลตอบแทนปัจจุบันอาจไม่สามารถสะท้อนถึงผลตอบแทนของพันธบัตรที่แท้จริง เพราะไม่ได้คำนึงถึงราคาซื้อและราคา ขาย และ 3.) ผลตอบแทนเมื่อครบกำหนด ( yield to maturity) เป็นผลตอบแทน ในรูปดอกเบี้ยและราคาพันธบัตรเทียบกับราคาที่ซื้อมา
    5.6.3 หุ้นบุริมสิทธิ
    ความหมายของหุ้นบุริมสิทธิ
    หุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock) เป็นตราสารประเภททุนชนิดหนึ่งที่มีลักษณะกึ่งหนี้และกึ่งเจ้าของลักษณะที่คล้ายหนี้สิน คือ เงินปันผลของหุ้นบุริมสิทธิเป็นอัตราตายตัวและถือเป็นค่าใช้จ่ายคงที่ของบริษัทแม้ว่าบริษัทอาจงดจ่ายเงินปันผลในปีที่ไม่มีกำไรหรือภาวะทางการเงินไม่อำนวย ส่วนลักษณะที่คล้ายเจ้าของ คือ ในกรณีที่บริษัทเลิกกิจการ ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิเรียกร้องในสินทรัพย์ของบริษัทภายหลังเจ้าหนี้แต่ก่อนหุ้นสามัญ แต่ถ้าไม่มีสินทรัพย์เหลือหลังการชำระคืนเจ้าหนี้แล้ว ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิก็จะไม่ได้รับทุนคืนเช่นเดียวกับหุ้นสามัญ

    5.6.4 หุ้นสามัญ
    ความหมายหุ้นสามัญ
    หุ้นสามัญ (Common Stock) บางคนก็เรียกว่าหุ้นทุน คือ ตราสารทุนที่บ่งบอกถึงการมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของบริษัท ผู้ถือครองหุ้นสามัญมีสิทธิเข้าประชุมและออกคะแนนเสียงในที่ประชุม และร่วมพิจารณาตัดสินใจปัญหาสำคัญต่าง ๆ ที่ถูกนำเข้าที่ประชุมผู้ถือหุ้น
    สิทธิผลประโยชน์ที่ผู้ถือหุ้นสามัญได้รับก็คือ เงินปันผล (Dividend) จากกำไรของบริษัทตามอัตราที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นอนุมัติ ซึ่งจะได้รับหลังจากที่จ่ายปันผลให้แก่หุ้นบุริมสิทธิไปก่อนแล้วอาจมีผลประโยชน์ในรูปแบบอื่น ๆ เช่น (Capital Gain) ซึ่งไม่แน่นอนเพราะผลประโยชน์ขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงานของบริษัท ดังนั้นอาจไม่มีการจ่ายเงินปันผลเลย และ/หรือ ราคาหุ้นตกเกิดเป็น (Capital Loss) ก็เป็นไปได้ และหากบริษัทล้มละลายหรือเลิกกิจการมีการจำหน่ายทรัพย์สิน ผู้ถือหุ้นสามัญมีสิทธิที่จะได้รับแบ่งทรัพย์สินคืนตามสัดส่วนของหุ้นสามัญ ซึ่งเป็นภายหลังจากที่ได้ชำระคืนให้แก่เจ้าหนี้รวมไปถึงผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิจนครบถ้วนแล้ว จึงจัดได้ว่าผู้ถือหุ้นสามัญจะเป็นผู้มีสิทธิ์ในลำดับสุดท้ายของการได้รับส่วนที่เหลือจากการลงทุนคืน

    ชื่อ นายคณิต ไชยบุตร (จันทร์-เช้า)เลขที่ 38 (กลุ่ม 5.3)








    ตอบลบ
  30. ไม่ระบุชื่อ17 ตุลาคม 2561 เวลา 09:02

    5.6 การจัดหาเงินทุนระยะยาว

    แหล่งเงินทุน คือ เงินลงทุนที่หามาเพื่อใช้สำหรับการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร การจัดหารายได้ของธุรกิจจะมีมูลเหตุของเงินลงทุน 2 ลักษณะเป็นแหล่งเงินทุนที่ได้จากเจ้าของกิจการ
    5.6.1 แหล่งเงินทุนภายในและแหล่งเงินทุนภายนอก
    1. แหล่งเงินทุนภายในกิจการ (Internal Sources) คือ เงินทุนระยะยาวที่ได้รับจากผลการดำเนินงานในรอบระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งจะมีจำนวนเงินทุนระยะยาวมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความสามารถในการดำเนินงาน แหล่งในทุนกิจการสามารถจัดหาได้จาก 3 แหล่ง คือ
    1.1 กำไรสุทธิ (Net Income)
    1.2 กำไรสะสม (Retained Earning)
    1.3 ค่าเสื่อมราคา (Depreciation)
    2. แหล่งเงินทุนภายนอกกิจการ (External Sources) คือ แหล่งเงินทุนที่ได้จากการก่อหนี้ระยะยาวหรือการออกหลักทรัพย์ระยะยาวจำหน่ายให้กับผู้ลงทุน หรือผู้ที่สนใจโดยทั่วไปในตลาดทุน แหล่งเงินทุนภายนอกกิจการ สามารถจัดหาได้ 4 วิธี
    2.1 เงินกู้ยืมระยะยาว (Long Term Debt)
    2.2 หุ้นสามัญ (Common Stock)
    2.3 หุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock)

    5.6.2 พันธบัตรและหุ้นกู้
    พันธบัตร (Bond)
    พันธบัตร คือ ตราสารทางการเงินรูปแบบหนึ่งที่ออกโดยรัฐบาล รัฐวิสาหกิจ และ สถาบันการเงินที่มีกฎหมายจัดตั้งขึ้นมา จุดประสงค์ในการออกพันธบัตรก็เพื่อระดมเงินทุนจากนักลงทุนสถาบันและประชาชน ทั่วไป โดยถือว่าผู้ออกพันธบัตรนั้นมีฐานะเป็นลูกหนี้ที่จะต้องมีภาระในการจ่ายคืนหนี้ให้กับผู้ถือพันธบัตรซึ่งมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ของผู้ออกพันธบัตรต่อไปในอนาคต โดยที่จำนวนเงินที่ต้องจ่ายคืน ระยะเวลา และ อัตราผลตอบแทน ขึ้นกับสัญญาที่ได้กำหนดเอาไว้
    ชนิดของพันธบัตร
    1. พันธบัตรรัฐบาล (Government Bond)
    2. พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ (State-Owned Enterprise Bonds)

    ผลตอบแทนจากการถือพันธบัตร
    ผลตอบแทนที่ผู้ถือตราสารได้รับนับจากวันซื้อจนถึงวันครบกำหนดไถ่ถอน ซึ่งประกอบด้วยดอกเบี้ย และผลตอบแทนจากส่วนต่างระหว่างราคาซื้อและราคาขาย ผลตอบแทนของพันธบัตรเป็นสิ่งจูงใจให้คนถือพันธบัตร ผลตอบแทนอาจแบ่งเป็น 3 ลักษณะดังนี้ 1.) ผลตอบแทนคิดเป็นตัวเงิน (nominal yield)ได้แก่จำนวนเงินจากดอกเบี้ยและผลตอบแทน อื่นๆ 2.) ผลตอบแทนในปัจจุบัน (current yield) คือดอกเบี้ยรับเทียบกับราคาพันธบัตรที่ซื้อมา ผลตอบแทนปัจจุบันอาจไม่สามารถสะท้อนถึงผลตอบแทนของพันธบัตรที่แท้จริง เพราะไม่ได้คำนึงถึงราคาซื้อและราคา ขาย และ 3.) ผลตอบแทนเมื่อครบกำหนด ( yield to maturity) เป็นผลตอบแทน ในรูปดอกเบี้ยและราคาพันธบัตรเทียบกับราคาที่ซื้อมา
    5.6.3 หุ้นบุริมสิทธิ
    ความหมายของหุ้นบุริมสิทธิ
    หุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock) เป็นตราสารประเภททุนชนิดหนึ่งที่มีลักษณะกึ่งหนี้และกึ่งเจ้าของลักษณะที่คล้ายหนี้สิน คือ เงินปันผลของหุ้นบุริมสิทธิเป็นอัตราตายตัวและถือเป็นค่าใช้จ่ายคงที่ของบริษัทแม้ว่าบริษัทอาจงดจ่ายเงินปันผลในปีที่ไม่มีกำไรหรือภาวะทางการเงินไม่อำนวย ส่วนลักษณะที่คล้ายเจ้าของ คือ ในกรณีที่บริษัทเลิกกิจการ ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิเรียกร้องในสินทรัพย์ของบริษัทภายหลังเจ้าหนี้แต่ก่อนหุ้นสามัญ แต่ถ้าไม่มีสินทรัพย์เหลือหลังการชำระคืนเจ้าหนี้แล้ว ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิก็จะไม่ได้รับทุนคืนเช่นเดียวกับหุ้นสามัญ

    5.6.4 หุ้นสามัญ
    ความหมายหุ้นสามัญ
    หุ้นสามัญ (Common Stock) บางคนก็เรียกว่าหุ้นทุน คือ ตราสารทุนที่บ่งบอกถึงการมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของบริษัท ผู้ถือครองหุ้นสามัญมีสิทธิเข้าประชุมและออกคะแนนเสียงในที่ประชุม และร่วมพิจารณาตัดสินใจปัญหาสำคัญต่าง ๆ ที่ถูกนำเข้าที่ประชุมผู้ถือหุ้น
    สิทธิผลประโยชน์ที่ผู้ถือหุ้นสามัญได้รับก็คือ เงินปันผล (Dividend) จากกำไรของบริษัทตามอัตราที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นอนุมัติ ซึ่งจะได้รับหลังจากที่จ่ายปันผลให้แก่หุ้นบุริมสิทธิไปก่อนแล้วอาจมีผลประโยชน์ในรูปแบบอื่น ๆ เช่น (Capital Gain) ซึ่งไม่แน่นอนเพราะผลประโยชน์ขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงานของบริษัท ดังนั้นอาจไม่มีการจ่ายเงินปันผลเลย และ/หรือ ราคาหุ้นตกเกิดเป็น (Capital Loss) ก็เป็นไปได้ และหากบริษัทล้มละลายหรือเลิกกิจการมีการจำหน่ายทรัพย์สิน ผู้ถือหุ้นสามัญมีสิทธิที่จะได้รับแบ่งทรัพย์สินคืนตามสัดส่วนของหุ้นสามัญ ซึ่งเป็นภายหลังจากที่ได้ชำระคืนให้แก่เจ้าหนี้รวมไปถึงผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิจนครบถ้วนแล้ว จึงจัดได้ว่าผู้ถือหุ้นสามัญจะเป็นผู้มีสิทธิ์ในลำดับสุดท้ายของการได้รับส่วนที่เหลือจากการลงทุนคืน
    ชื่อ นายกมลภพ พริ้งเพราะ เลขที่ 40 กลุ่มเรียน (จันทร์เช้า)

    ตอบลบ
  31. (การจัดหาเงินทุนระยะยาว)
    แหล่งเงินทุน คือ เงินลงทุนที่หามาเพื่อใช้สำหรับการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร การจัดหารายได้ของธุรกิจจะมีมูลเหตุของเงินลงทุน 2 ลักษณะ
    1. แหล่งเงินทุนภายในกิจการ (Internal Sources) คือ เงินทุนระยะยาวที่ได้รับจากผลการดำเนินงานในรอบระยะเวลาหนึ่ง ได้แก่ กำไรสุทธิ กำไรสะสม ค่าเสื่อมราคา เป็นต้น
    2. แหล่งเงินทุนภายนอกกิจการ (External Sources) คือ แหล่งเงินทุนที่ได้จากการก่อหนี้ระยะยาวหรือการออกหลักทรัพย์ระยะยาวจำหน่ายให้กับผู้ลงทุน ได้แก่ เงินกู้ยืมระยะยาว หุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ สิทธิในการออกเสียง
    ชนิดของพันธบัตร 1. พันธบัตรรัฐบาล (Government Bond) 2. พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ (State-Owned Enterprise Bonds
    หุ้นกู้ คือ ตราสารที่จ่ายผลตอบแทนแน่นอนประเภทหนึ่งที่ออกโดยธุรกิจต่างๆ เช่น หุ้นกู้มีประกัน หุ้นกู้ไม่มีประกัน หุ้นกู้ด้อยสิทธิ หุ้นกู้รายได้ หุ้นกู้แปลงสภาพ
    หุ้นบุริมสิทธิ คือ ตราสารประเภททุนชนิดหนึ่งที่มีลักษณะกึ่งหนี้และกึ่งเจ้าคล้ายหนี้สิน ได้แก่ หุ้นบุริมสิทธิชนิดสะสม หุ้นบุริมสิทธิชนิดไม่สะสม หุ้นบุริมสิทธิชนิดร่วมรับ
    หุ้นสามัญ คือ บางคนก็เรียกว่าหุ้นทุน คือ ตราสารทุนที่บ่งบอกถึงการมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของบริษัท

    นางสาวชุติมา อินทร์ชื่ เลขที่31 (จันทร์-เช้า)

    ตอบลบ
  32. 5.6
    แหล่งเงินทุน คือ เงินลงทุนที่หามาเพื่อใช้สำหรับการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร การจัดหารายได้ของธุรกิจจะมีมูลเหตุของเงินลงทุน 2 ลักษณะเป็นแหล่งเงินทุนที่ได้จากเจ้าของกิจการ ดังเช่นว่า เจ้าของธุรกิจชนิดธุรกิจผู้เดียวเป็นแหล่งเงินทุนที่ได้จากหน่วยงาน หรือสถาบันการเงินอื่นๆที่ให้บริการแก่ธุรกิจต่างๆดังเช่น แบงค์ไทยการค้าขาย
    เงินกู้ระยะยาวโดยความหมายแล้วคือ เงินกู้ที่มีระยะเวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป วัตถุประสงค์โดยส่วนใหญ่แล้ว เพื่อใช้ในการจัดหาสินทรัพย์ระยะยาว หรือสินทรัพย์ถาวร เช่น อาคาร โรงงาน เครื่องจักร เป็นต้นยาว
    แหล่งเงินทุนภายในกิจการ (Internal Sources) คือ เงินทุนระยะยาวที่ได้รับจากผลการดำเนินงานในรอบระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งจะมีจำนวนเงินทุนระยะยาวมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความสามารถในการดำเนินงาน
    แหล่งเงินทุนภายนอกกิจการ (External Sources) คือ แหล่งเงินทุนที่ได้จากการก่อหนี้ระยะยาวหรือการออกหลักทรัพย์ระยะยาวจำหน่ายให้กับผู้ลงทุน หรือผู้ที่สนใจโดยทั่วไปในตลาดทุน แหล่งเงินทุนภายนอกกิจการ
    น.ส ศิริญา สุทธิรัตน์ เลขที่ 37 (จันทร์ เช้า)

    ตอบลบ
  33. แหล่งเงินทุน คือ เงินลงทุนที่หามาเพื่อใช้สำหรับการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร การจัดหารายได้ของธุรกิจจะมีมูลเหตุของเงินลงทุน 2 ลักษณะเป็นแหล่งเงินทุนที่ได้จากเจ้าของกิจการ ดังเช่นว่า เจ้าของธุรกิจชนิดธุรกิจผู้เดียวเป็นแหล่งเงินทุนที่ได้จากหน่วยงาน หรือสถาบันการเงินอื่นๆที่ให้บริการแก่ธุรกิจต่างๆดังเช่น แบงค์ไทยการค้าขาย (“แหล่งเงินทุน,” 2561)
    เงินกู้ระยะยาวโดยความหมายแล้วคือ เงินกู้ที่มีระยะเวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป วัตถุประสงค์โดยส่วนใหญ่แล้ว เพื่อใช้ในการจัดหาสินทรัพย์ระยะยาว หรือสินทรัพย์ถาวร เช่น อาคาร โรงงาน เครื่องจักร เป็นต้น

    ศิรดา ทาทอง 30 จันทร์เช้า

    ตอบลบ
  34. ไม่ระบุชื่อ17 ตุลาคม 2561 เวลา 23:04

    การจัดหาเงินทุนระยะยาวระยะยาว
    1 แหล่งเงินทุนภายในและแหล่งเงินทุนภายนอกโดยทั่วไปธุรกิจสามารถจัดหาเงินทุนระยะยาวจากแหล่งสำคัญ 2 แหล่งคือ
    1) แหล่งเงินทุนภายใน (Internal Sources of Funds) ได้แก่ ค่าเสื่อมราคาและกำไรสะสม
    2) แหล่งเงินทุนภายนอก (External Sources of Funds) ได้แก่ การกู้ยืมหนี้สินระยะยาวจากสถาบันการเงินต่าง ๆ และการระดมเงินทุนโดยวิธีการออกหลักทรัพย์ของธุรกิจ ได้แก่ หุ้นกู้พันธบัตรหุ้นบุริมสิทธิและหุ้นสามัญโดยที่การกู้ยืมหนี้สินระยะยาว (Long-Term Debt เป็นแหล่งเงินทุนระยะยาวที่มีอายุเกิน 10 ปีเพื่อนำเงินทุนไปใช้ในโครงการลงทุนระยะยาวของกิจการ
    2. พันธบัตรและหุ้นกู้หลักทรัพย์ที่ให้รายได้ประจำ (fxed-income Securities) ที่มีอายุตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป ได้แก่ ตราสารหนี้ซึ่งมีทั้งตราสารหนี้ที่รัฐบาลหรือหน่วยงานรัฐวิสาหกิจเป็นผู้ออกซึ่งเรียกว่าพันธบัตรและตราสารหนี้ที่ธุรกิจเอกชนเป็นผู้ออกซึ่ง เรียกว่า หุ้นกู้
    3.หุ้นบุริมสิทธิหุ้นบุริมสิทธิหุ้น
    บุริมสิทธิหุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock) เป็นตราสารทุนชนิดหนึ่งที่มีลักษณะถึงหนี้และถึงเจ้าของลักษณะที่คล้ายหนี้สินคือเงินปันผลของหุ้นบุริมสิทธิเป็นอัตราตายตัวและถือเป็นค่าใช้จ่ายคงที่ของบริษัทแม้ว่าบริษัทอาจงดจ่ายเงินปันผลในปีที่ไม่มีกำไรหรือภาวะทางการเงินไม่อำนวยส่วนลักษณะที่คล้ายเจ้าของคือในกรณีที่บริษัทเลิกกิจการผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิจะมีสิทธิเรียกร้องในสินทรัพย์ของบริษัทภายหลังเจ้าหนี้แต่ก่อนหุ้นสามัญแต่ถ้าไม่มีสินทรัพย์เหลือหลังการชำระคืนเจ้าหนี้แล้วผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิก็จะไม่ได้รับทุนคืนเช่นเดียวกับหุ้นสามัญ
    4.หุ้นสามัญ
    เป็นตราสารทุนที่แสดงความเป็นเจ้าของกิจการผู้ถือหุ้นการบริหารและควบคุมการดำเนินงานของกิจการและมีสิทธิได้รับผลตอบแทนในรูปเงินปันผลตามความสามารถในการทำกำไรของกิจการนั้นหุ้นสามัญไม่มีก้าหนดระยะเวลาไถ่ถอนคืนกล่าวคือจะสลายตัวไปเองเมื่อบริษัทเล็กล้มกิจการสิทธิของผู้ถือหุ้นสามัญมีดังนี้
    1) สิทธิในการออกเสียงเพื่อเลือกคณะกรรมการบริหารซึ่งจะเป็นตัวแทนของผู้ถือหุ้นไปเลือกผู้บริหารของบริษัทต่อไป 1 หุ้นมีสิทธิออกเสียง 1 เสียง
    2) สิทธิเหนือสินทรัพย์เนื่องจากผู้ถือหุ้นสามัญถือเป็นเจ้าของบริษัท
    3) สิทธิในเงินปันผลโดยทั่วไปบริษัทอาจจ่ายเงินปันผลแก่ผู้ถือหุ้นสามัญเป็นเงินสติ Cash Dividend เป็นหุ้นสามัญ (Stock Dividend)
    4) สิทธิการซื้อหุ้นสามัญออกใหม่ (Pre-emptive Right)
    นางสาววิจิตรา สมเกศ เลขที่33 กลุ่มเรียนจันทร์-เช้า

    ตอบลบ
  35. น.ส.หทัยรัตน์ บุญชูงาม
    5.6 การจัดหาเงินทุนระยะยาว
    เงินกู้ระยะยาวโดยความหมายแล้วคือ เงินกู้ที่มีระยะเวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป วัตถุประสงค์โดยส่วนใหญ่แล้ว เพื่อใช้ในการจัดหาสินทรัพย์ระยะยาว หรือสินทรัพย์ถาวร เช่น อาคารสำนักงาน โรงงาน เครื่องจักร เป็นต้น
    การจัดหาเงินทุนระยะยาวแบ่งออกเป็น 2 แหล่ง ได้แก่
    1. การจัดหาเงินทุนระยะยาว จากภายในกิจการ
    2. การจัดหาเงินทุนระยะยาว จากภายนอกกิจการ
    การจัดหาเงินทุนระยะยาวจากแหล่งเงินทุนภายในกิจการ ( Internal Long - Term Financing ) ได้แก่
    ค่าเสื่อมราคา ( Depreciation ) เป็นค่าใช้จ่ายที่ตัดจากบัญชีสินทรัพย์ถาวร ตามอายุการใช้งาน แต่ไม่ได้จ่ายเป็นตัวเงินออกไปจริง เมื่อจัดทำงบกำไรขาดทุน ต้องนำค่าเสื่อมราคาไปหักออกจากกำไรเพราะถือเสมือนเป็นค่าใช้จ่ายภายในงวดบัญชีนั้น ทำให้กำไรทางบัญชีต่ำกว่ากำไรที่เป็นตัวเงิน หากต้องการทราบว่ากำไรที่เป็นตัวเงินจริงเป็นเท่าไร ให้นำค่าเสื่อมราคาในแต่ละงวดมาบวกกับกำไรทางบัญชี
    กำไรสะสม ( Retained Earning ) เมื่อกิจการดำเนินงานและมีกำไรสุทธิเกิดขึ้นในแต่ละงวดบัญชี ส่วนหนึ่งของกำไรสุทธินั้นต้องจัดสรรแบ่งคืนให้ผู้ถือหุ้นในรูปของเงินปันผล ที่เหลือนอกนั้นจะอยู่ในบัญชีกำไรสะสมของกิจการเพื่อกิจการได้ใช้ในการลงทุนต่อหรือขยายงาน

    ตอบลบ
  36. แหล่งเงินทุน คือ เงินลงทุนที่หามาเพื่อใช้สำหรับการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร การจัดหารายได้ของธุรกิจจะมีมูลเหตุของเงินลงทุน 2 ลักษณะ
    1. แหล่งเงินทุนภายในกิจการ (Internal Sources) คือ เงินทุนระยะยาวที่ได้รับจากผลการดำเนินงานในรอบระยะเวลาหนึ่ง ได้แก่ กำไรสุทธิ กำไรสะสม ค่าเสื่อมราคา เป็นต้น
    2. แหล่งเงินทุนภายนอกกิจการ (External Sources) คือ แหล่งเงินทุนที่ได้จากการก่อหนี้ระยะยาวหรือการออกหลักทรัพย์ระยะยาวจำหน่ายให้กับผู้ลงทุน ได้แก่ เงินกู้ยืมระยะยาว หุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ สิทธิในการออกเสียง
    ชนิดของพันธบัตร 1. พันธบัตรรัฐบาล (Government Bond) 2. พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ (State-Owned Enterprise Bonds
    หุ้นกู้ คือ ตราสารที่จ่ายผลตอบแทนแน่นอนประเภทหนึ่งที่ออกโดยธุรกิจต่างๆ เช่น หุ้นกู้มีประกัน หุ้นกู้ไม่มีประกัน หุ้นกู้ด้อยสิทธิ หุ้นกู้รายได้ หุ้นกู้แปลงสภาพ
    หุ้นบุริมสิทธิ คือ ตราสารประเภททุนชนิดหนึ่งที่มีลักษณะกึ่งหนี้และกึ่งเจ้าคล้ายหนี้สิน ได้แก่ หุ้นบุริมสิทธิชนิดสะสม หุ้นบุริมสิทธิชนิดไม่สะสม หุ้นบุริมสิทธิชนิดร่วมรับ
    หุ้นสามัญ คือ บางคนก็เรียกว่าหุ้นทุน คือ ตราสารทุนที่บ่งบอกถึงการมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของบริษัท

    น.ส.สุวรรณี พรมทอง
    เลขที่ 9 กลุ่มเรียน จันทร์-เช้า

    ตอบลบ
  37. แหล่งเงินทุน คือ เงินลงทุนที่หามาเพื่อใช้สำหรับการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร การจัดหารายได้ของธุรกิจจะมีมูลเหตุของเงินลงทุน 2 ลักษณะเป็นแหล่งเงินทุนที่ได้จากเจ้าของกิจการ ดังเช่นว่า เจ้าของธุรกิจชนิดธุรกิจผู้เดียวเป็นแหล่งเงินทุนที่ได้จากหน่วยงาน หรือสถาบันการเงินอื่นๆที่ให้บริการแก่ธุรกิจต่างๆดังเช่น แบงค์ไทยการค้าขาย
    เงินกู้ระยะยาวโดยความหมายแล้วคือ เงินกู้ที่มีระยะเวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป วัตถุประสงค์โดยส่วนใหญ่แล้ว เพื่อใช้ในการจัดหาสินทรัพย์ระยะยาว หรือสินทรัพย์ถาวร เช่น อาคาร โรงงาน เครื่องจักร เป็นต้นยาว
    แหล่งเงินทุนภายในกิจการ (Internal Sources) คือ เงินทุนระยะยาวที่ได้รับจากผลการดำเนินงานในรอบระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งจะมีจำนวนเงินทุนระยะยาวมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความสามารถในการดำเนินงาน
    แหล่งเงินทุนภายนอกกิจการ (External Sources) คือ แหล่งเงินทุนที่ได้จากการก่อหนี้ระยะยาวหรือการออกหลักทรัพย์ระยะยาวจำหน่ายให้กับผู้ลงทุน หรือผู้ที่สนใจโดยทั่วไปในตลาดทุน แหล่งเงินทุนภายนอกกิจการ
    นางสาวเปรมกมล เกษรชื่น เลขที่12 กลุ่มเรียนจันทร์เช้า

    ตอบลบ

  38. แหล่งเงินทุน คือ เงินลงทุนที่หามาเพื่อใช้สำหรับการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร การจัดหารายได้ของธุรกิจจะมีมูลเหตุของเงินลงทุน 2 ลักษณะเป็นแหล่งเงินทุนที่ได้จากเจ้าของกิจการ ดังเช่นว่า เจ้าของธุรกิจชนิดธุรกิจผู้เดียวเป็นแหล่งเงินทุนที่ได้จากหน่วยงาน หรือสถาบันการเงินอื่นๆที่ให้บริการแก่ธุรกิจต่างๆดังเช่น แบงค์ไทยการค้าขาย (“แหล่งเงินทุน,” 2561)
    เงินกู้ระยะยาวโดยความหมายแล้วคือ เงินกู้ที่มีระยะเวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป วัตถุประสงค์โดยส่วนใหญ่แล้ว เพื่อใช้ในการจัดหาสินทรัพย์ระยะยาว หรือสินทรัพย์ถาวร เช่น อาคาร โรงงาน เครื่องจักร
    น.สกฤษติกา เปรียบดีสุด เลขที่7

    ตอบลบ

การจัดหาเงินทุนระยะยาว

5.6 การจัดหาเงินทุนระยะยาว แหล่งเงินทุน คือ เงินลงทุนที่หามาเพื่อใช้สำหรับการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร การจัดหารายได้ของธุรกิจจะมีมูลเหตุขอ...